คอลเล็กชัน (Collections)
พบ 106 รายการ
วารสารวิชาการ
ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q3
Depression analysis using behavior tracking and facial expression recognition during PHQ-9 assessmen
The objective of this research is to comparatively study the analysis of depression potentiality from videos recorded during PHQ-9 assessment and clinical psychologists’ expertise (psychometric) in major depression disorder diagnosis by implementing experimental research from three subject groups. The subjects were selected by using the purposive sampling method, and they consented according to the Human Research Ethics Committee. In addition, the data were collected via experimentation at the Psychiatry and Drug Addiction Subdivision of the hospital by using a research tool created from the application of facial expression recognition pre-training model, user behavior tracking, and PHQ-9 questionnaire in accordance with clinical manifestations. The relationship between PHQ-9 questions and the subjects’ emotions, which occurred while they are taking the questionnaires, are analyzed by using correlation statistics. After that, the results are compared by three clinical psychologists who have been specializing in depression diagnosis for more than seven years. The relationship exhibits the following interesting outcomes: 1) The correlation result showed a significant relationship between PHQ-9, emotion, behavior tracking, and reaction time with real subjects (Experimental group) but not significant with fake subjects (Experimental excluded group); and 2) Most of the emotions derived from the experiment have similar trends. To elaborate, the untreated subjects and the subjects who are undergoing treatment are prone to sadness, whereas the normal subjects tend to be happy, and the result barely has a relationship with PHQ-9
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Experiences in Creative Learning Management of Teachers at Sumanan School
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของครูโรงเรียนสุมานันเป็นการวิจัยเชิงบรรยายโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลคือครูที่เลือกแบบเจาะจง ซึ่งมีประสบการณ์ใช้เกลียวการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์อย่างน้อยหนึ่งภาคเรียน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านมุมมอง ครูเห็นว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระทางความคิด มีขั้นตอนชัดเจนและยืดหยุ่น ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การใช้เหตุผล
การลงมือปฏิบัติจริง การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงจูงใจ ความสุข และความร่วมมือของผู้เรียน
2) ด้านสภาพการจัดการเรียนรู้ ครูส่วนใหญ่ประยุกต์ใช้เกลียวการเรียนรู้ให้เหมาะกับบริบท จัดกิจกรรมโดยใช้จินตนาการเป็นฐาน เน้นการทำงานเป็นทีม และส่งเสริมการยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น ครูเป็นโค้ช สร้างบรรยากาศเชิงบวก เข้าใจความแตกต่าง และส่งเสริมการสะท้อนคิด ครูรวมกลุ่มเป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3) ด้านปัญหาและความต้องการพัฒนา ครูไม่สามารถจัดกิจกรรมได้ครบทุกขั้นตอนในเวลาจำกัด ต้องชดเชยหรือบูรณาการ บางส่วนสับสนในการใช้เกลียวการเรียนรู้ พบความยากในการออกแบบกิจกรรม การปรับหัวข้อให้ตรงความต้องการผู้เรียน ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล และความไม่มั่นใจของผู้เรียน
ครูต้องการเสริมทักษะการผลิตสื่อ การพัฒนาเกณฑ์การประเมินผล และการฝึกอบรมหรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเพิ่มความมั่นใจ
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
A Comparative Study of Teachers’ Needs for Developing Competencies in Using Artificial Intelligence
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการพัฒนาสมรรถนะการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเอกชนจังหวัดสมุทรปราการ และ 2) เปรียบเทียบความต้องการพัฒนาสมรรถนะการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเอกชนจังหวัดสมุทรปราการ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูจำนวน 264 คน ซึ่งเข้าร่วมการวิจัยโดยสมัครใจและตอบแบบสอบถามออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการพัฒนาสมรรถนะการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=3.65, S.D.=0.89) และ 2) ครูที่มีช่วงวัย ประสบการณ์สอน และประสบการณ์การใช้ปัญญาประดิษฐ์แตกต่างกัน มีความต้องการพัฒนาสมรรถนะการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
วารสารวิชาการ
ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q1
Breaking the strain–symmetry trade-off via electrostriction-mediated reversible phase transition in
ไม่มี
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Comparative Study of YOLO Architectures for Detecting Complex Weld Defects under Label Ambiguity
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาแบบจ าลองตรวจจับข้อบกพร่องของรอยเชื่อมด้วยสถาปัตยกรรม YOLO จ านวน 3 เวอร์ชัน2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจ าลอง YOLOv11l, YOLOv12lและ YOLOv26lภายใต้เงื่อนไขการทดลองเดียวกัน 3) วิเคราะห์ผลการตรวจจับข้อบกพร่องของรอยเชื่อมรายคลาส ได้แก่ รอยแตก (Crack), รูพรุน (Porosity), สะเก็ดเชื่อม (Spatter) และแนวเชื่อม (Weld Line)4) พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันต้นแบบส าหรับการตรวจจับข้อบกพร่องของรอยเชื่อมโดยท าการศึกษาชุดข้อมูลจาก Roboflow Universe จ านวน 5,544 ภาพ และท าการประเมินผลด้วยตัวชี้วัด ผลการทดลองพบว่า YOLOv26l ให้ประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยเฉพาะเมื่อฝึกที่ 300 epochs ซึ่งให้ค่า Precision = 0.91, Recall = 0.876, mAP50 = 0.908,mAP50–95 = 0.773และ F1-score = 0.89แสดงถึงความสามารถในการตรวจจับและระบุต าแหน่งข้อบกพร่องได้อย่างแม่นย าเหนือกว่าโมเดลอื่น นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์รายคลาสชี้ว่าโมเดลสามารถจ าแนก Crack และ Weld Line ได้ดีอย่างสม ่าเสมอ ขณะที่ Porosity และ Spatter ยังคงมีความท้าทายเนื่องจากความคล้ายคลึงกับพื้นหลัง ทั้งนี้โมเดล YOLOv26l ถูกน าไปประยุกต์ใช้งานบนเว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสามารถใช้ตรวจจับข้อบกพร่องในสภาพแวดล้อมจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนศักยภาพของสถาปัตยกรรม YOLO รุ่นใหม่ส าหรับการตรวจสอบคุณภาพรอยเชื่อมในภาคอุตสาหกรรมอย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ยังมีข้อจ ากัดจากการใช้ชุดข้อมูลสาธารณะเพียงชุดเดียว จึงอาจยังไม่ครอบคลุมสภาพแวดล้อมจริงทั้งหมด
วารสารวิชาการ
ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q1
Application of alumina fabricated through photosensitive binder jetting techniques in water filtrati
-
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
The Influence of Supply Chain Integration and Organizational Resilience as Mediating Mechanisms Link
การวิจัยแบบผสานวิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับของคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่นขององค์กร และผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน และความยืดหยุ่นขององค์กร ที่ส่งผลต่อผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร และ 3. พัฒนาแบบจำลองการส่งเสริมผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 260 คน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา เทคนิคการวิเคราะห์แบบ Covariance-based SEM การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1.คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่นขององค์กร อยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.59, 4.62 และ 4.58) ผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อยู่ในระดับมาก (Mean = 4.45) 2. คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน และความยืดหยุ่นขององค์กร ร่วมกันทำนายผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 87 3.แบบจำลอง IPO (Input-Process-Output Model) เพื่อส่งเสริมผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการในธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนน ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ทรัพยากรการดำเนินงาน กระบวนการดำเนินงาน และผลผลิต
วารสารวิชาการ
ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q1
Improved electrical and bioactivities of lead-free BNT–SBT ceramics by STZ additive and post-sinteri
ไม่มี
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
A Synthesis of Teaching Methods Affecting Mathematics Achievement
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ขนาดอิทธิพลในภาพรวมของวิธีการสอนที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และเพื่อเปรียบเทียบขนาดอิทธิพลของวิธีการสอนแบบต่าง ๆ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ การวิเคราะห์อภิมานนี้ได้ตัวอย่างจำนวน 44 งานวิจัย ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ งานวิจัยที่ใช้กลยุทธ์การค้นหาและผ่านเกณฑ์การคัดเข้าจากฐานข้อมูล TCI 1 จำนวน 23 งานวิจัย และจากฐานข้อมูล SCOPUS จำนวน 21 งานวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ขนาดอิทธิพล การวิเคราะห์ความเป็นเอกพันธ์ การวิเคราะห์อภิมาน การวิเคราะห์กลุ่มย่อย และการวิเคราะห์อภิมานเครือข่าย
ผลการวิจัย พบว่า ขนาดอิทธิพลของวิธีการสอนแบบต่างๆ ในภาพรวมมีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เท่ากับ .26, 95%CI [.18, .33] ขนาดอิทธิพลของวิธีการสอนแบบต่างๆ ที่นำมาวิเคราะห์ทั้งหมดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Q(df = 93) = 364.473, p < .001, I2 = 76.69%) ผลการวิเคราะห์กลุ่มย่อย พบว่า คุณลักษณะของงานวิจัยที่ส่งผลให้ขนาดอิทธิพลของวิธีการสอนแตกต่างกัน คือ การใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน นอกจากนี้ผลการเปรียบเทียบขนาดอิทธิพลของวิธีการสอนแบบต่าง ๆ ด้วยการวิเคราะห์อภิมานเครือข่าย พบว่า วิธีการสอนแบบร่วมมือ (Cooperative) มีผลต่างของขนาดอิทธิพลโดยรวมจากวิธีการสอนแบบดั้งเดิมมากที่สุด (0.86, 95% CI [0.70, 1.03])
วารสารวิชาการ
ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q4
A Study of Work Skills of Thai Students in the Digital Transformation Era
ที่มาและวัตถุประสงค์
เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้ กระบวนการทำงาน และวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและดิจิทัล นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมีทักษะที่พร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบโมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จำแนกตามประเภทของสาขาวิชา และ 2) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้และระดับความต้องการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษา
วิธีการศึกษา
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3, 4 และ 5 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 822 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และส่วนที่ 2 แบบสอบถามทักษะการทำงาน จำนวน 87 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ โดยทักษะการทำงานประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก และ 28 องค์ประกอบย่อย
เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ และตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองและการทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของการวัด โดยใช้โปรแกรม Mplus 8.0 รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณโดยใช้โปรแกรม SPSS
ผลการศึกษา
1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Δχ²(252, N = 822) = 25.86, p = .00, RMSEA = .04, SRMR = .03, CFI = .98)
ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของการวัดใน 4 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ การศึกษา และการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีความแตกต่างกันตามกลุ่มสาขาวิชา โดยกลุ่มการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ให้ความสำคัญกับการคิดเชิงวิพากษ์มากกว่ากลุ่มอื่น โดยองค์ประกอบด้านการคิดอย่างเป็นระบบและการคิดวิเคราะห์มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Δχ²(2–1) = 39.99; df(2–1) = 23)
2. ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการในการเรียนรู้ของนักศึกษา พบว่า แม้จะอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นักศึกษายังคง 1) ต้องการการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ร้อยละ 68.51 2) ชอบการเรียนรู้อย่างอิสระและการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ร้อยละ 51.14 และ 3) ต้องการพัฒนาทักษะการทำงานโดยบูรณาการเข้ากับรายวิชาที่ศึกษา ร้อยละ 51.54
นอกจากนี้ ความมั่นใจในการมีทักษะการทำงานเพิ่มขึ้นตามความถี่ในการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากขึ้น (F(24, 2347) = 1.73, p = .02, Pillai’s Trace = .50, partial η² = .02)
การประยุกต์ใช้
การวิจัยนี้ให้สารสนเทศสำคัญเกี่ยวกับทักษะการทำงานของนักศึกษาไทย ซึ่งช่วยให้ผู้สอนเห็นถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของผู้เรียนในแต่ละทักษะ นอกจากนี้ การศึกษาที่จำแนกตามภูมิหลังและสาขาวิชาของผู้เรียนทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา และความต้องการในการพัฒนาทักษะของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม สารสนเทศดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงหลักสูตรและออกแบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะอย่างตรงตามความต้องการและเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
บทสรุป
โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยนักศึกษาแต่ละกลุ่มสาขาวิชาให้ความสำคัญกับทักษะที่แตกต่างกัน
การรับรู้เกี่ยวกับการมีทักษะการทำงานของนักศึกษาเพิ่มขึ้นตามความถี่ของการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในทักษะและความสามารถของตนเองมากขึ้น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นสารสนเทศสำหรับอาจารย์และสถาบันการศึกษาในการออกแบบและปรับปรุงหลักสูตร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต