คอลเล็กชัน (Collections)
พบ 49 รายการ
(ค้นหา: "สถิต")
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI)
THE IMPACT OF FINANCIAL LITERACY, FINANCIAL ATTITUDES, SAVING MOTIVATIONS AND DIGITAL FINANCIAL BEHA
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาปัจจัยด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลวัยทํางานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จํานวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยหาค่าความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบนําตัวแปรเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษา ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานครแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ปัจจัยด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร พบว่า ความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัล เป็นปัจจัยสําคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
FINANCIAL SKILLS ACCEPTANCE OF TECHNOLOGY AND INCENTIVES THAT AFFECT INVESTMENT BEHAVIOR OF EACH GEN
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุนของประชากรแต่ละGenerationของกลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่บรรลุนิติภาวะและสามารถให้ความยินยอมในการเข้าร่วมการวิจัยได้ ที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างจํานวน 450 คน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ วิเคราะห์ความแปรปรวน (one-way Anova) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)ผลการศึกษาพบว่า1) ด้านประชากรพบว่า ทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจและพฤติกรรมในการลงทุน ไม่ส่งผลต่อGeneration2) ปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน ส่วนเพศ ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน3) ปัจจัยทักษะทางการเงิน พบว่าความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน4) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี พบว่าการรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความไว้วางใจและความปลอดภัย พฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีการและลงทุนความตั้งใจในการใช้งานต่อเนื่องส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน5) ปัจจัยแรงจูงใจในการลงทุน พบว่า การรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
ECONOMIC AND SOCIAL FACTORS AFFECTING THE PURCHASE OF LIFE INSURANCE AMONG THAI HOUSEHOLDS
ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือที่ส าคัญในการวางแผนทางการเงินระยะยาว ใช้ในการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้ผู้เอาประกันรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการท าประกันชีวิตของครัวเรือนไทย ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามาจากการส ารวจเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี พ.ศ. 2566 โดยส านักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมของครัวเรือนไทยในช่วงเวลาปัจจุบันการวิเคราะห์ใช้แบบจ าลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระคือ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนกับตัวแปรตามคือ การตัดสินใจซื้อประกันชีวิต (1 = ซื้อ, 0 = ไม่ซื้อ) นอกจากนี้ ได้มีการตรวจสอบปัญหาความสัมพันธ์ของตัวแปร (Multicollinearity) และใช้ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานแบบปรับปรุง (Heteroskedasticity-Robust Standard Errors) เพื่อให้การประมาณค่ามีความถูกต้องผลการศึกษาพบว่า หัวหน้าครัวเรือนที่เป็นเพศชายมีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตน้อยกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ หัวหน้าครัวเรือนที่มีสถานภาพสมรส และหม้าย หย่าหรือแยกกันอยู่มีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตมากกว่าหัวหน้าครัวเรือนที่มีสถานภาพโสดอย่างมีนัยส าคัญ หัวหน้าครัวเรือนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตมากกว่าผู้ที่มีการศึกษาต่ ากว่า ในขณะที่ครัวเรือนที่มีเด็กอายุต่ ากว่า 15 ปี มีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตมากขึ้น ส่วนครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปกลับมีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตน้อยลง นอกจากนี้ ครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูง มีมูลค่าสินทรัพย์มาก และมีภาระหนี้สินมาก มีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตสูงขึ้นครัวเรือนที่อาศัยในเขตเทศบาลมีแนวโน้มในการท าประกันชีวิตมากกว่าครัวเรือนที่อยู่นอกเขตเทศบาลจากผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมมีบทบาทส าคัญต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตของครัวเรือนไทย การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของประกันชีวิตโดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย หรือไม่มีการศึกษาสูง อาจช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้กว้างขวางขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐและบริษัทประกันควรออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มประชากรต่างๆ เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของระบบประกันชีวิตและสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับครัวเรือนไทยในระยะยาว
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Dynamics of Income, Expenditure, and Savings of Thai Households During 2011-2019
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย ระหว่างภูมิภาค และเขตที่อยู่อาศัยเมือง-ชนบท ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง
ผลการวิจัยพบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีรายได้มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยของรายได้เท่ากับ 47,609 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ครัวเรือนทั้งประเทศซึ่งมีค่าเท่ากับ 25,258 บาท ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 35.81 สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับ การอุปโภคบริโภค มีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.82 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 32.89 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีเงินออมเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 13,988 บาท ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองและชนบทยังมีความแตกต่างกันในทุกมิติทั้งรายได้ รายจ่าย และเงินออม ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Factors in choosing to use international airport services in Tokyo, Japan for Thai passenger
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้โดยสารชาวไทยในการเลือกใช้ท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงโตเกียว และ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ท่าอากาศยานดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นคนไทยที่เคยเดินทางไปโตเกียวจ านวน 400 คน โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณผลการวิจัยพบว่า(1)ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 28–44 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 20,001–30,000 บาท และเดินทางไปโตเกียวเพื่อการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว (2)ปัจจัยที่มีความส าคัญกับการเลือกใช้ท่าอากาศยานมี 6 ด้านเรียกจากความส าคัญมากที่สุด คือ ความคุ้มค่าในการใช้บริการท่าอากาศยาน, สิ่งอ านวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน, จ านวนตารางเที่ยวบินที่ออกเดินทาง, ความสะดวกสบายเดินทางไปยังตัวเมือง, ความรวดเร็วการผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง และค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าอากาศยานและจากผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ: พบว่าปัจจัยทั้ง 6 ด้านสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจเลือกใช้ท่าอากาศยานได้ร้อยละ 65.1 (R² = 0.651) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p < 0.001) เรียงตามล าดับ คือ: ความคุ้มค่าในการใช้บริการท่าอากาศยาน(β= 0.318) มีอิทธิพลมากที่สุด สิ่งอ านวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน(β= 0.247) จ านวนตารางเที่ยวบินที่ออกเดินทาง(β= 0.236) ความสะดวกในการเดินทางไปยังตัวเมือง (β= 0.201) ความรวดเร็วการผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง(β= 0.178) ส่วนค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าอากาศยาน แม้จะมีอิทธิพลเชิงบวก แต่ไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ (p = 0.118)
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Needs for Competency Development in AI-based Learning Assessment of Private School Teachers in Samut
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนา รวมทั้งจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะปัญญาประดิษฐ์ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเอกชนจังหวัดสมุทรปราการเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือครู 264 คนที่เข้าร่วมโดยสมัครใจ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามออนไลน์มาตรประมาณค่าระดับ 5 ระดับ ชนิดตอบสนองคู่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ผลการวิจัยพบว่า
1) โดยภาพรวมสภาพปัจจุบันสมรรถนะปัญญาประดิษฐ์ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครูอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนความต้องการพัฒนาอยู่ในระดับมาก 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะปัญญาประดิษฐ์ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครู โดยรวมมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง เท่ากับ 0.151 รายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการจัดการการประเมิน (0.224) ด้านการวิเคราะห์และพยากรณ์ (0.216) ด้านการออกแบบและสร้างเครื่องมือประเมิน (0.158) และด้านจริยธรรมการประเมิน (0.072) ข้อค้นพบชี้ให้พัฒนาสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการประเมินและการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ควบคู่การกำกับดูแลด้านจริยธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Designing a Mascot for University Sports Event: A Case Study of the 15th Sathorn Games at RMUTK.
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลมาสคอตงานกีฬาสาธรเกมส์ครั้งที่ผ่านมา 2) ออกแบบมาสคอตสำหรับงานกีฬาสาธรเกมส์ ครั้งที่ 15 และ 3) ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อต้นแบบมาสคอตสำหรับงานกีฬาสาธรเกมส์ ครั้งที่ 15 เป็นการวิจัยผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสม และแบบสอบถามความพึงพอใจ ในการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 3 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และการวิจัยเชิงปริมาณ ประเมินความเหมาะสมรูปแบบมาสคอตโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ จำนวน 5 คน ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อมาสคอตโดยนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 300 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลระบบออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอในรูปแบบความเรียงบรรยาย ประกอบภาพและตาราง ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบมาสคอตในปัจจุบันมีจุดแข็งคือ มีรูปทรงหลากหลาย สอดคล้องกับงานกีฬา สีสันสะดุดตา จุดอ่อนคือไม่สื่อสารความหมาย จดจำไม่ได้ มีบุคลิกไม่ชัดเจน โอกาส คือใช้ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ อุปสรรคคือ นำไปต่อยอดเป็นของที่ระลึกอย่างอื่นน้อยมาก วัสดุไม่แข็งแรง 2) ผลการออกแบบมาสคอตสำหรับงานกีฬาสาธรเกมส์ ครั้งที่ 15 ได้ออกแบบ จำนวน 5 รูปแบบ ได้แก่ ชื่อ ยักษ์ไทย ต้นสาทร กระรอก น้องเทคนิค และเอเลี่ยน ผลการประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ารูปแบบมาสคอตชื่อว่า “น้องเทคนิค” มีความเหมาะสมมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมทุกด้านในระดับมาก (𝑥̅ = 4.06 , S.D. = 0.21) และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจต่อต้นแบบของกลุ่มตัวอย่าง ในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสวยงาม ง่ายต่อการจดจำ และสามารถนำไปใช้งานได้จริง มีความพึงพอใจระดับมาก (𝑥̅ = 4.44 , S.D. = 0.17)
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
MARKETING MIX FACTORS AFFECTING THE DECISION TO BUY TICKETS VIA ONLINE APPLICATIONS OF GENERATION Z
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1. ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชันซีและ2. ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชันซีโดยงานวิจัยในครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างคือผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชันซีใช้วิธีสุ่มตัวอย่างที่ไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็นประเภทการเลือกตัวอย่างตามความสะดวกเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีกลุ่มเจเนอเรชันซีเป็นจํานวนมากอยู่ในแพลตฟอร์มจํานวน400 คนใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ค่าความถี่ร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมานได้แก่การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณในการวิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยพบว่า1. ภาพรวมของความคิดเห็นของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดอยู่ในระดับมากโดยด้านที่มากที่สุดคือด้านกระบวนการและด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพภาพรวมของระดับความคิดเห็นของการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ในระดับมากโดยด้านที่มากที่สุดคือการตระหนักถึงปัญหาหรือความต้องการและ2. ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชันซีมีทั้งหมด2 ปัจจัยคือปัจจัยด้านกระบวนการและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่.01 ส่วนปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านการส่งเสริมการตลาดส่งผลเชิงลบต่อการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชันซีอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่.05
บทความประชุมวิชาการ
ระดับชาติ
Development of an Online Maintenance Request and Repair Status Tracking System
โครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ แบบประเมินประสิทธิภาพการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และแบบประเมินความพึงพอใจระบบแจ้งซ่อมออนไลน์ โดยผู้ใช้งาน จำนวน 27 ท่าน (อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรซ่อมบำรุงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า ผลการประเมินประสิทธิภาพการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ อยู่ในระดับมาก (x = 4.40, S.D. = 0.74) และด้านความพึงพอใจของผู้ใช้งาน อยู่ในระดับมากที่สุด (x = 4.51, S.D. = 0.62)
รายงานวิจัย
ระดับชาติ
Developing Marketing Innovation, Digital Marketing and City Brand/Tourism Product Brand for Value-Ba
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการตลาด การตลาดดิจิทัลและการสร้างตราเมือง/ตราผลิตภัณฑ์สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวขนาดย่อมในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) 2) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมสร้างคุณค่าจากการฝึกอบรมบุคลากรและผู้ประกอบการชุมชน โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 40 คน และกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงปริมาณประกอบด้วยนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 800 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา เพื่ออธิบายลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง และสถิติเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐาน ด้วยการใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความสามารถทางการแข่งขันของแหล่งท่องเที่ยว คุณค่าตราของแหล่งท่องเที่ยว และการรับรู้ต่อคุณสมบัตินวัตกรรม ส่งผลต่อปัจจัยด้านความพึงพอใจ และความตั้งใจที่จะท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว การยอมรับสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลต่อความตั้งใจที่จะท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ผลการวิจัยทั้งเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณถูกใช้ในการพัฒนาแผนนวัตกรรมการตลาด การตลาดดิจิทัลและการสร้างตราเมือง/ตราผลิตภัณฑ์สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวขนาดย่อมในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก