พบ 6 รายการ
รายงานวิจัย ระดับชาติ
Developing Marketing Innovation, Digital Marketing and City Brand/Tourism Product Brand for Value-Ba
ผศ.ดร.ณัฐรฐนนท์ กานต์รวีกุลธนา 2569 1,882 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : รายงานวิจัย  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.ณัฐรฐนนท์ กานต์รวีกุลธนา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการตลาด การตลาดดิจิทัลและการสร้างตราเมือง/ตราผลิตภัณฑ์สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวขนาดย่อมในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) 2) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมสร้างคุณค่าจากการฝึกอบรมบุคลากรและผู้ประกอบการชุมชน โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 40 คน และกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงปริมาณประกอบด้วยนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 800 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา เพื่ออธิบายลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง และสถิติเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐาน ด้วยการใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความสามารถทางการแข่งขันของแหล่งท่องเที่ยว คุณค่าตราของแหล่งท่องเที่ยว และการรับรู้ต่อคุณสมบัตินวัตกรรม ส่งผลต่อปัจจัยด้านความพึงพอใจ และความตั้งใจที่จะท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว การยอมรับสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลต่อความตั้งใจที่จะท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ผลการวิจัยทั้งเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณถูกใช้ในการพัฒนาแผนนวัตกรรมการตลาด การตลาดดิจิทัลและการสร้างตราเมือง/ตราผลิตภัณฑ์สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวขนาดย่อมในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก
รายงานวิจัย ภายในสถาบัน
Developing a model for managing large pieces of waste for reuse in the Sathorn area
ผศ.ดร.ณัฏฐ์พงษ์ จันทชโลบล 2568 1,803 50 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : รายงานวิจัย  |  ปี : 2568  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.ณัฏฐ์พงษ์ จันทชโลบล
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบจัดการขยะชิ้นใหญ่เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในเขตสาทร โดยศึกษาพฤติกรรมการจัดการขยะชิ้นใหญ่ วิเคราะห์ความต้องการ หาตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับศูนย์รวบรวม และออกแบบระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 405 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นจาก 3 แขวงในเขตสาทร คือ ทุ่งวัดดอน ยานนาวา และทุ่งมหาเมฆ แขวงละ 135 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย และวิธีศูนย์กลางโน้มถ่วง ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (54.3%) อายุ 28-44 ปี (31.4%) ทำงานบริษัทเอกชน (33.3%) มีรายได้ 40,001-50,000 บาท/เดือน (23.5%) อาศัยคอนโดมิเนียม (48.6%) ประชาชนทิ้งขยะชิ้นใหญ่ 6 เดือน/ครั้ง (35.1%) ประเภทขยะที่พบมากคือเฟอร์นิเจอร์ (73.6%) และเครื่องใช้ไฟฟ้า (57.8%) ทิ้งครั้งละ 1 ชิ้น (37.5%) ใช้บริษัทขนส่งมากที่สุด (29.1%) ไม่นำไปใช้ประโยชน์อื่น (61.0%) ความต้องการโดยรวมอยู่ระดับมาก (¯x=3.86) โดยต้องการให้เขตไปรับที่บ้านมากสุด (¯x=4.35) รองลงมาต้องการกำหนดเวลา (¯x=4.25) เพศ อายุ รายได้ และสถานภาพมีผลต่อความต้องการจัดการขยะชิ้นใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเพศหญิง กลุ่มอายุ 45-59 ปี ผู้มีรายได้สูง และผู้สมรสมีความต้องการสูงกว่า จากวิธีศูนย์กลางโน้มถ่วงพบตำแหน่งเหมาะสม 2 โซน และเสนอใช้พื้นที่สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับศูนย์รวบรวมขยะชิ้นใหญ่ พร้อมพัฒนาระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับแบบบูรณาการที่ประกอบด้วยระบบรวบรวมหลายช่องทาง การให้บริการแบบแบ่งส่วน และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
รายงานวิจัย ภายในสถาบัน
Consumption Behavior, Debt, The risk of debt in Thai households
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2565 334 10 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : รายงานวิจัย  |  ปี : 2565  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภค การใช้จ่าย การออม และการเป็นหนี้ครัวเรือนไทย และ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเป็นหนี้ของครัวเรือนไทย ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง และสถิติเชิงอนุมาน ใช้แบบจำลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) ผลการศึกษาด้วยสถิติเชิงพรรณนา พบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับการศึกษาด้วยสถิติเชิงอนุมานโดยใช้แบบจำลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ร้อยละ 7.52 มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการก่อหนี้ของครัวเรือนไทยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวโน้มในการเป็นหนี้ของครัวเรือน ได้แก่ เพศ เขตที่อยู่อาศัย อายุ สถานภาพสมรส จำนวนสมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวนสมาชิกผู้พิการในครัวเรือน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน การออม การเป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน และสถานะการทำงาน โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหา คือ ควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ทางการเงิน การมีเงินออมสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน มีนโยบายช่วยเหลือทางการเงินแก่ครัวเรือนที่มีผู้พึ่งพิงหรือต้องอุปการะผู้พึ่งพิง ส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว และเร่งลดสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน
รายงานวิจัย ระดับชาติ
แนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการไทยร่วมสมัย ในประเด็นท้าทายจากการเติบโตของระบบเศรษ
ผศ.ดร.ณัฐรฐนนท์ กานต์รวีกุลธนา 2563 1,867 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : รายงานวิจัย  |  ปี : 2563  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.ณัฐรฐนนท์ กานต์รวีกุลธนา
-
รายงานวิจัย ภายในสถาบัน
APPROACH TO SUFFICIENT SAVINGS OF HOUSEHOLDS IN BANGKOK AREA AND PERIMETERS
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2562 323 9 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : รายงานวิจัย  |  ปี : 2562  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการออมของครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการออมของครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างเป็นหัวหน้าครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบลำดับ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 41 – 50 ปี มีสถานภาพโสด ส่วนใหญ่มีบุตรจำนวน 1 – 2 คน มีสมาชิกในครัวเรือน 3 - 4 คน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพส่วนใหญ่ของหัวหน้าครัวเรือนเป็นพนักงานหรือลูกจ้างบริษัทเอกชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน 25,000 – 49,999 บาท รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนน้อยกว่า 25,000 บาท ครัวเรือนส่วนใหญ่มีหนี้สิน จำนวนหนี้สินของครัวเรือนน้อยกว่า 500,000 บาท ส่วนใหญ่กู้ยืมเพื่อซื้อที่ดิน/ที่อยู่อาศัย เป็นการกู้ยืมในระบบ ส่วนใหญ่มีบ้านเป็นของตนเองไม่ต้องผ่อนชำระ มีช่องทางการรับรู้ข่าวสารด้านการออมและการลงทุนมาจากอินเตอร์เนต/โซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในการออมเพื่อเหตุฉุกเฉิน ครัวเรือนส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานทางการเงินอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงมากกว่าด้านอื่น และครัวเรือนส่วนใหญ่มีสัดส่วนการออมต่อรายได้มากกว่าร้อยละ 20 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออมของครัวเรือนได้แก่ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน จำนวนสมาชิกในครัวเรือนที่พึ่งพิง ประกอบด้วย เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้พิการ และจำนวนหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น แนวทางการเพิ่มความสามารถในการออมของครัวเรือน ควรส่งเสริมให้ครัวเรือนนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเก็บออมและสร้างวินัยในการออม และภาครัฐควรมีมาตรการทางด้านการคลังเพื่อช่วยลดรายจ่ายของครัวเรือนในการดูแลสมาชิกในครัวเรือนที่เป็นผู้พึ่งพิงเพื่อเพิ่มความสามารถในการออมให้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อลดปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน