พบ 4 รายการ (ค้นหา: "ไม่มี")
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q1
Breaking the strain–symmetry trade-off via electrostriction-mediated reversible phase transition in
ผศ.ดร.พิชิตชัย บุตรน้อย 2569 Journal of Advanced Ceramics 417 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.พิชิตชัย บุตรน้อย
ไม่มี
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q1
Improved electrical and bioactivities of lead-free BNT–SBT ceramics by STZ additive and post-sinteri
ผศ.ดร.พิชิตชัย บุตรน้อย 2569 RSC advances 416 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.พิชิตชัย บุตรน้อย
ไม่มี
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q1
Authenticity Matters: Linking CSR Motives, CSR-­ Company Fit, and Engagement in Emerging Market Reta
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2569 Corporate Social Responsibility and 8 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
เมื่อความตระหนักด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมผู้บริโภคภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การทำความเข้าใจว่าผู้บริโภครับรู้และตีความ แรงจูงใจในการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) ของศูนย์การค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างไร ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับการศึกษาไม่มากนัก การศึกษานี้อาศัย ทฤษฎีการอ้างเหตุ (Attribution Theory) เป็นกรอบแนวคิด โดยนำ ความแท้จริงของ CSR (CSR Authenticity) และ ความสอดคล้องระหว่าง CSR กับองค์กร (CSR-Company Fit) มาบูรณาการเข้ากับกรอบการรับรู้แรงจูงใจในการดำเนิน CSR เพื่อศึกษาว่าปัจจัยดังกล่าวมีอิทธิพลต่อ การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ (Consumer Social Media Engagement) อย่างไร ผลการสำรวจข้อมูลจากตลาดเกิดใหม่พบว่า แรงจูงใจที่ขับเคลื่อนด้วยค่านิยม (Value-Driven Motives) มีอิทธิพลต่อการรับรู้ความแท้จริงของ CSR มากที่สุด รองลงมาคือ แรงจูงใจที่ขับเคลื่อนด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder-Driven Motives) ขณะที่ แรงจูงใจที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ขององค์กร (Egoistic-Driven Motives) และ แรงจูงใจเชิงกลยุทธ์ (Strategy-Driven Motives) ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ความแท้จริงของ CSR ยังช่วยเพิ่มการรับรู้ถึงความสอดคล้องระหว่าง CSR กับองค์กร และมีอิทธิพลโดยตรงต่อการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค โดยความสอดคล้องระหว่าง CSR กับองค์กรทำหน้าที่เป็น ตัวแปรส่งผ่านเชิงเสริม (Complementary Mediator) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความแท้จริงของ CSR เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงการรับรู้แรงจูงใจในการดำเนิน CSR กับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค อีกทั้งยังช่วยขยายองค์ความรู้ของทฤษฎีการอ้างเหตุ โดยอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าแรงจูงใจในการดำเนิน CSR แต่ละรูปแบบส่งผลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์แตกต่างกันอย่างไร และนำเสนอข้อค้นพบใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการสื่อสาร CSR ในธุรกิจค้าปลีกของตลาดเกิดใหม่
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q4
A Study of Work Skills of Thai Students in the Digital Transformation Era
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2569 Journal of Arts and Thai Studies 6 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
ที่มาและวัตถุประสงค์: เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทส าคัญที่ช่วยให้การท างานสะดวกยิ่งขึ้นและมีผลของการท างานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้กระบวนการท างานและวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีและดิจิทัลนักศึกษาจึงจ าเป็นต้องมีทักษะที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานและมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนส าคัญในการท างานวัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบโมเดลการวัดทักษะการท างานส าหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จ าแนกตามประเภทของสาขาวิชา 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้และระดับความต้องการพัฒนาทักษะการท างานของนักศึกษาวิธีการศึกษา: ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ในการศึกษานี้ประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3, 4และ 5ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จ านวน 822คน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม โดยแบ่งออกเป็น 2ส่วน ส่วนแรก ประกอบด้วยค าถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ส่วนที่สอง คือ แบบสอบถามจ านวน 87ข้อแบบลิเคิร์ต 5ระดับ เพื่อวัดทักษะการท างาน ในการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งทักษะการท างานมี 8องค์ประกอบหลัก 28องค์ประกอบย่อย เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างตัวชี้วัดกับวัตถุประสงค์และตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเพื่อประเมินคุณภาพของเครื่องมือวิเคราะห์ผลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง และการทดสอบความไม่แปรเปลี่ยน โดยใช้โปรแกรม Mplus 8.0พร้อมทั้งวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณโดยใช้โปรแกรม SPSSผลการศึกษา:1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันล าดับที่สอง พบว่า โมเดลการวัดทักษะการท างานส าหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการจัดการทักษะการเรียนรู้ และภาวะผู้น าทักษะการใช้ดิจิทัลทักษะการปรับตัวการคิดเชิงวิพากษ์และความคิดสร้างสรรค์โดยโมเดลที่ศึกษามีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Δχ²(252, N=822)=25.86, p=.00, RMSEA=0.04, SRMR=0.03, CFI=0.98) และผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนใน 4กลุ่มสาขาวิชาคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์การศึกษาและการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ พบว่า โมเดลการวัดทักษะการท างานส าหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มสาขาวิชาโดยกลุ่มที่เน้นด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ให้ความส าคัญกับ การคิดเชิงวิพากษ์ มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ โดยมีด้านการคิดอย่างเป็นระบบและการคิดวิเคราะห์มีค่าน ้าหนักองค์ประกอบที่ไม่มีนัยส าคัญทางสถิตที่ระดับ.05(Δχ²(2-1) = 39.99; df(2-1) = 23)2) วิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการเรียนรู้ของนักศึกษา พบว่า แม้ว่าจะอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแต่ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่านักศึกษา 1) ต้องการการเรียนทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ร่วมกัน(ร้อยละ 68.51) 2) ชอบเรียนรู้แบบอิสระและได้ลงมือท าผ่านการการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ (ร้อยละ 51.14) 3) ต้องการพัฒนาทักษะการท างานโดยบูรณาการเข้าไปในรายวิชาที่ศึกษา (ร้อยละ 51.54)นอกจากนั้นความมั่นใจในการมีทักษะการท างานจะเพิ่มขึ้นตามความถี่ในการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองเป็นประจ ามากเท่าใด ก็จะยิ่งมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากขึ้น (F(24, 2347) = 1.73, p=0.02, Pillai's Trace = 0.50, partial η² = 0.02)การประยุกต์ใช้: การวิจัยนี้ให้สารสนเทศที่ส าคัญเกี่ยวกับสภาพของทักษะการท างานของนักศึกษาไทย ซึ่งช่วยท าให้ผู้สอนเห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้เรียนด้านทักษะต่างๆ พร้อมทั้งงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งศึกษาจ าแนกตามภูมิหลังของผู้เรียน ท าให้ได้มาซึ่งข้อมูลในเชิงลึกว่านักศึกษากลุ่มใดมีจุดแข็งและจุดอ่อนด้านใด และควรได้รับการพัฒนาอย่างไร ซึ่งข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ท าให้น าไปสู่การปรับปรุงหลักสูตรหรือจัดการเรียนการสอนที่ท าให้นักศึกษามีการพัฒนาได้อย่างตรงตามเป้าหมายมากยิ่งขึ้นบทสรุป:โมเดลการวัดทักษะการท างานส าหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วยทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้น า ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยแต่ละสาขาวิชาให้ความส าคัญกับทักษะที่แตกต่างกันการรับรู้เกี่ยวกับการมีทักษะการท างานของนักศึกษาเพิ่มขึ้นตามความถี่ของการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษามีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องมากขึ้น ก็จะยิ่งมีความมั่นใจในความสามารถในการพัฒนาทักษะของตนเองมากขึ้นผลการวิจัยนี้สามารถช่วยให้อาจารย์และสถาบันการศึกษาออกแบบหลักสูตรที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการท างานของนักศึกษา โดยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต