พบ 1 รายการ (ค้นหา: "การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล")
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q4
A Study of Work Skills of Thai Students in the Digital Transformation Era
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2569 Journal of Arts and Thai Studies 62 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
ที่มาและวัตถุประสงค์ เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้ กระบวนการทำงาน และวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและดิจิทัล นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมีทักษะที่พร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบโมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จำแนกตามประเภทของสาขาวิชา และ 2) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้และระดับความต้องการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษา วิธีการศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3, 4 และ 5 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 822 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และส่วนที่ 2 แบบสอบถามทักษะการทำงาน จำนวน 87 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ โดยทักษะการทำงานประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก และ 28 องค์ประกอบย่อย เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ และตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองและการทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของการวัด โดยใช้โปรแกรม Mplus 8.0 รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณโดยใช้โปรแกรม SPSS ผลการศึกษา 1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Δχ²(252, N = 822) = 25.86, p = .00, RMSEA = .04, SRMR = .03, CFI = .98) ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของการวัดใน 4 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ การศึกษา และการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีความแตกต่างกันตามกลุ่มสาขาวิชา โดยกลุ่มการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ให้ความสำคัญกับการคิดเชิงวิพากษ์มากกว่ากลุ่มอื่น โดยองค์ประกอบด้านการคิดอย่างเป็นระบบและการคิดวิเคราะห์มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Δχ²(2–1) = 39.99; df(2–1) = 23) 2. ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการในการเรียนรู้ของนักศึกษา พบว่า แม้จะอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นักศึกษายังคง 1) ต้องการการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ร้อยละ 68.51 2) ชอบการเรียนรู้อย่างอิสระและการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ร้อยละ 51.14 และ 3) ต้องการพัฒนาทักษะการทำงานโดยบูรณาการเข้ากับรายวิชาที่ศึกษา ร้อยละ 51.54 นอกจากนี้ ความมั่นใจในการมีทักษะการทำงานเพิ่มขึ้นตามความถี่ในการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากขึ้น (F(24, 2347) = 1.73, p = .02, Pillai’s Trace = .50, partial η² = .02) การประยุกต์ใช้ การวิจัยนี้ให้สารสนเทศสำคัญเกี่ยวกับทักษะการทำงานของนักศึกษาไทย ซึ่งช่วยให้ผู้สอนเห็นถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของผู้เรียนในแต่ละทักษะ นอกจากนี้ การศึกษาที่จำแนกตามภูมิหลังและสาขาวิชาของผู้เรียนทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา และความต้องการในการพัฒนาทักษะของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม สารสนเทศดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงหลักสูตรและออกแบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะอย่างตรงตามความต้องการและเป้าหมายมากยิ่งขึ้น บทสรุป โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยนักศึกษาแต่ละกลุ่มสาขาวิชาให้ความสำคัญกับทักษะที่แตกต่างกัน การรับรู้เกี่ยวกับการมีทักษะการทำงานของนักศึกษาเพิ่มขึ้นตามความถี่ของการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในทักษะและความสามารถของตนเองมากขึ้น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นสารสนเทศสำหรับอาจารย์และสถาบันการศึกษาในการออกแบบและปรับปรุงหลักสูตร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต