พบ 3 รายการ (ค้นหา: "ความต้องการพัฒนา")
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Experiences in Creative Learning Management of Teachers at Sumanan School
ดร.เอกภณ สุมานันทกุล 2569 วารสารครุศาสตร์วิชาการ มหาวิทยาลัยร 664 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.เอกภณ สุมานันทกุล
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของครูโรงเรียนสุมานันเป็นการวิจัยเชิงบรรยายโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลคือครูที่เลือกแบบเจาะจง ซึ่งมีประสบการณ์ใช้เกลียวการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์อย่างน้อยหนึ่งภาคเรียน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านมุมมอง ครูเห็นว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระทางความคิด มีขั้นตอนชัดเจนและยืดหยุ่น ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การใช้เหตุผล การลงมือปฏิบัติจริง การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงจูงใจ ความสุข และความร่วมมือของผู้เรียน 2) ด้านสภาพการจัดการเรียนรู้ ครูส่วนใหญ่ประยุกต์ใช้เกลียวการเรียนรู้ให้เหมาะกับบริบท จัดกิจกรรมโดยใช้จินตนาการเป็นฐาน เน้นการทำงานเป็นทีม และส่งเสริมการยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น ครูเป็นโค้ช สร้างบรรยากาศเชิงบวก เข้าใจความแตกต่าง และส่งเสริมการสะท้อนคิด ครูรวมกลุ่มเป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3) ด้านปัญหาและความต้องการพัฒนา ครูไม่สามารถจัดกิจกรรมได้ครบทุกขั้นตอนในเวลาจำกัด ต้องชดเชยหรือบูรณาการ บางส่วนสับสนในการใช้เกลียวการเรียนรู้ พบความยากในการออกแบบกิจกรรม การปรับหัวข้อให้ตรงความต้องการผู้เรียน ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล และความไม่มั่นใจของผู้เรียน ครูต้องการเสริมทักษะการผลิตสื่อ การพัฒนาเกณฑ์การประเมินผล และการฝึกอบรมหรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเพิ่มความมั่นใจ
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
A Comparative Study of Teachers’ Needs for Developing Competencies in Using Artificial Intelligence
ดร.เอกภณ สุมานันทกุล 2569 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมห 664 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.เอกภณ สุมานันทกุล
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการพัฒนาสมรรถนะการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเอกชนจังหวัดสมุทรปราการ และ 2) เปรียบเทียบความต้องการพัฒนาสมรรถนะการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเอกชนจังหวัดสมุทรปราการ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูจำนวน 264 คน ซึ่งเข้าร่วมการวิจัยโดยสมัครใจและตอบแบบสอบถามออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการพัฒนาสมรรถนะการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=3.65, S.D.=0.89) และ 2) ครูที่มีช่วงวัย ประสบการณ์สอน และประสบการณ์การใช้ปัญญาประดิษฐ์แตกต่างกัน มีความต้องการพัฒนาสมรรถนะการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q4
A Study of Work Skills of Thai Students in the Digital Transformation Era
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2569 Journal of Arts and Thai Studies 67 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
ที่มาและวัตถุประสงค์ เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้ กระบวนการทำงาน และวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและดิจิทัล นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมีทักษะที่พร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบโมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จำแนกตามประเภทของสาขาวิชา และ 2) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้และระดับความต้องการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษา วิธีการศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3, 4 และ 5 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 822 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และส่วนที่ 2 แบบสอบถามทักษะการทำงาน จำนวน 87 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ โดยทักษะการทำงานประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก และ 28 องค์ประกอบย่อย เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ และตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองและการทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของการวัด โดยใช้โปรแกรม Mplus 8.0 รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณโดยใช้โปรแกรม SPSS ผลการศึกษา 1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Δχ²(252, N = 822) = 25.86, p = .00, RMSEA = .04, SRMR = .03, CFI = .98) ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของการวัดใน 4 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ การศึกษา และการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีความแตกต่างกันตามกลุ่มสาขาวิชา โดยกลุ่มการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ให้ความสำคัญกับการคิดเชิงวิพากษ์มากกว่ากลุ่มอื่น โดยองค์ประกอบด้านการคิดอย่างเป็นระบบและการคิดวิเคราะห์มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Δχ²(2–1) = 39.99; df(2–1) = 23) 2. ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการในการเรียนรู้ของนักศึกษา พบว่า แม้จะอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นักศึกษายังคง 1) ต้องการการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ร้อยละ 68.51 2) ชอบการเรียนรู้อย่างอิสระและการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ร้อยละ 51.14 และ 3) ต้องการพัฒนาทักษะการทำงานโดยบูรณาการเข้ากับรายวิชาที่ศึกษา ร้อยละ 51.54 นอกจากนี้ ความมั่นใจในการมีทักษะการทำงานเพิ่มขึ้นตามความถี่ในการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากขึ้น (F(24, 2347) = 1.73, p = .02, Pillai’s Trace = .50, partial η² = .02) การประยุกต์ใช้ การวิจัยนี้ให้สารสนเทศสำคัญเกี่ยวกับทักษะการทำงานของนักศึกษาไทย ซึ่งช่วยให้ผู้สอนเห็นถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของผู้เรียนในแต่ละทักษะ นอกจากนี้ การศึกษาที่จำแนกตามภูมิหลังและสาขาวิชาของผู้เรียนทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา และความต้องการในการพัฒนาทักษะของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม สารสนเทศดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงหลักสูตรและออกแบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะอย่างตรงตามความต้องการและเป้าหมายมากยิ่งขึ้น บทสรุป โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยนักศึกษาแต่ละกลุ่มสาขาวิชาให้ความสำคัญกับทักษะที่แตกต่างกัน การรับรู้เกี่ยวกับการมีทักษะการทำงานของนักศึกษาเพิ่มขึ้นตามความถี่ของการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในทักษะและความสามารถของตนเองมากขึ้น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นสารสนเทศสำหรับอาจารย์และสถาบันการศึกษาในการออกแบบและปรับปรุงหลักสูตร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต