คอลเล็กชัน (Collections)
พบ 8 รายการ
(ค้นหา: "Organizational")
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
The Influence of Supply Chain Integration and Organizational Resilience as Mediating Mechanisms Link
การวิจัยแบบผสานวิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับของคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่นขององค์กร และผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน และความยืดหยุ่นขององค์กร ที่ส่งผลต่อผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร และ 3. พัฒนาแบบจำลองการส่งเสริมผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 260 คน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา เทคนิคการวิเคราะห์แบบ Covariance-based SEM การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1.คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่นขององค์กร อยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.59, 4.62 และ 4.58) ผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อยู่ในระดับมาก (Mean = 4.45) 2. คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน และความยืดหยุ่นขององค์กร ร่วมกันทำนายผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 87 3.แบบจำลอง IPO (Input-Process-Output Model) เพื่อส่งเสริมผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการในธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนน ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ทรัพยากรการดำเนินงาน กระบวนการดำเนินงาน และผลผลิต
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
An Analysis of Cross-Cultural Communication Risks Influencing the Effectiveness of Information Techn
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบความเสี่ยงด้านการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารโครงการ เพื่อตอบคำถามการวิจัยที่ว่าอะไรคือความเสี่ยงในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัทไอทีข้ามชาติในประเทศไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรจากบริษัทไอทีข้ามชาติ ในตำแหน่งผู้จัดการโครงการ หัวหน้าทีม และวิศวกรซอฟต์แวร์ รวมทั้งสิ้น 385 คน ได้จากการสุ่มแบบเจาะจงและการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.85 และการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อยืนยัน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ความเสี่ยงด้านวัฒนธรรม โครงสร้างองค์กร และเทคโนโลยี โดยความร่วมมือของทีมข้ามวัฒนธรรมมีอิทธิพลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการสื่อสารและความสำเร็จของโครงการที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .001 นอกจากนี้ การประเมินความเสี่ยงยังสะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านวัฒนธรรมมีอิทธิพลสูงสุดต่อการทำงานร่วมกันในทีม ผลการตอบรับความเสี่ยงเสนอแนวทางการลดความเสี่ยง และการแบ่งปันความเสี่ยง เพื่อลดความไม่แน่นอนและเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ดังนั้น ผลการศึกษานี้ช่วยขยายองค์ความรู้เชิงประจักษ์ด้านการบริหารความเสี่ยงข้ามวัฒนธรรมและเป็นกรอบแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับองค์กรในการกำหนดกลยุทธ์และสมรรถนะการสื่อสารทางวัฒนธรรมเพื่อยกระดับความสำเร็จของโครงการ
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Factors in Remote Work Influencing Job Stress: A Systematic Review
การวิจัยครั้งนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบโดยมีจุดประสงค์เพื่อจะสังเคราะห์องค์ประกอบของการดำเนินนโยบายการทำงานทางไกล ที่มีอิทธิพลต่อความเครียดจากการทำงานของบุคลากร โดยการรวบรวมบทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ย้อนหลังไม่เกิน 5 ปีจากฐานข้อมูล Scopus ใช้คำค้นหาคือ Remote work และ Job stress ซึ่งมีบทความวิจัยที่ค้นหาได้ทั้งหมด 68 บทความ จากนั้นใช้เกณฑ์การคัดบทความออกเพื่อให้เหลือแต่บทความวิจัยที่ตรงตามวัตถุประสงค์การวิจัย จนได้บทความหลังจากการคัดออกแล้วจำนวนทั้งสิ้น 15 บทความ และนำมาทำการทบทวนวรรณกรรมเพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบต่อไป ผลของการสังเคราะห์องค์ประกอบพบว่า สามารถจัดกลุ่มองค์ประกอบของการทำงานทางไกลที่มีอิทธิพลต่อความเครียดจากการทำงานของบุคลากรได้เป็น 3 กลุ่มองค์ประกอบใหญ่ 7 องค์ประกอบย่อย คือ กลุ่มที่ 1: กลุ่มองค์ประกอบด้านการบริหารงานขององค์กร มีองค์ประกอบย่อย 4 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ 1.2) ด้านภาวะผู้นำและการสนับสนุนขององค์กร 1.3) ด้านการฝึกอบรมและพัฒนา และ 1.4) ด้านนโยบายการทำงานทางไกล ในกลุ่มถัดมาคือ กลุ่มที่ 2: กลุ่มองค์ประกอบด้านการจัดการตนเองของบุคลากร มีองค์ประกอบย่อย 2 ด้านได้แก่ 2.1) ด้านผลกระทบจากครอบครัวและชีวิตการทำงาน และ 2.2) ด้านอิสระและความยืดหยุ่นของบุคลากร และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มที่ 3: กลุ่มองค์ประกอบทางเทคโนโลยี มีองค์ประกอบย่อย 1 ด้าน คือ 3.1) ด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
การวิจัยครั้งนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบของการทำงานทางไกลที่มีอิทธิพลต่อความเครียดจากการทำงานของบุคลากร โดยรวบรวมบทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ย้อนหลังไม่เกิน 5 ปีจากฐานข้อมูล Scopus ใช้คำค้นหา "Remote work" และ "Job stress" พบบทความทั้งสิ้น 68 บทความ หลังผ่านเกณฑ์การคัดเลือกได้บทความที่ตรงตามวัตถุประสงค์จำนวน 15 บทความ นำมาสังเคราะห์องค์ประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ
ผลการสังเคราะห์พบว่า องค์ประกอบของการทำงานทางไกลที่มีอิทธิพลต่อความเครียดจากการทำงาน จำแนกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก 7 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มองค์ประกอบด้านการบริหารงานขององค์กร มี 4 องค์ประกอบย่อย คือ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ภาวะผู้นำและการสนับสนุนขององค์กร การฝึกอบรมและพัฒนา และนโยบายการทำงานทางไกล กลุ่มที่ 2 กลุ่มองค์ประกอบด้านการจัดการตนเองของบุคลากร มี 2 องค์ประกอบย่อย คือ การจัดการขอบเขตชีวิตและการทำงาน และอิสระและความยืดหยุ่นของบุคลากร และกลุ่มที่ 3 กลุ่มองค์ประกอบทางเทคโนโลยี มี 1 องค์ประกอบย่อย คือ เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Applying Data Mining Techniques to Studying the Association Rules of Yarn Businesses: Case Study of
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อการประยุกต์ใช้กฎความสัมพันธ์ของธุรกิจเส้นด้าย กรณีศึกษาบริษัทเส้นด้ายแห่งหนึ่ง ตามขั้นตอนการดำเนินการวิจัยผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการค้นพบความรู้สำหรับเหมืองข้อมูลโดยนำชุดข้อมูลจากฐานข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558-2565 จำนวน 5,160 ชุด ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ทำความสะอาดข้อมูล และแปลงรูปแบบของข้อมูล จากนั้นนำไปสร้างแบบจำลองโดยสร้างกฎความสัมพันธ์ของข้อมูลด้วยขั้นตอนวิธีของเอฟพี-กโรธ โดยใช้เครื่องมือ RapidMiner และพิจารณาผลการประเมินประสิทธิภาพกฎความสัมพันธ์ของข้อมูลตามค่าสนับสนุน และค่าความเชื่อมั่น ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า กฎความสัมพันธ์จำนวนทั้งสิ้น 4 กฎ มีประสิทธิภาพกฎเป็นไปตามเกณฑ์ทางสถิติ โดยมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.644 - 0.695 และค่าสนับสนุนอยู่ที่ 0.243 – 0.397 เพื่อนำไปสู่แนวทางการดำเนินธุรกิจสำหรับเป็นแนวทางการวางแผนการผลิต หรือการส่งเสริมการตลาดที่มีความเหมาะสมและตรงตามพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อนำองค์กรไปสู่ธุรกิจอัจฉริยะเพื่อช่วยเสริมสร้างองค์กรสมัยใหม่ในอนาคต
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
The Causal Influence of Rule of Law-Based Administration and Legal Rights Protection Behavior on the
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลเชิงสาเหตุระหว่างการบริหารงานตามหลักนิติรัฐและพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิทางกฎหมาย ที่ส่งผลต่อการยอมรับอำนาจปกครองและภาพลักษณ์องค์กรของบุคลากรในกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณประชากรการวิจัยครั้งนี้ คือ พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ ผ่านการสุ่มแบบเจาะจง และสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จำนวน 195 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับมีค่าความเชื่อมั่นสูงกว่า 0.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานตามหลักนิติรัฐ ซึ่งประกอบด้วยการใช้อำนาจตามขอบเขตกฎหมาย การคุ้มครองความยุติธรรมทางวิธีพิจารณา ความโปร่งใส และการคุ้มครองสิทธิ ส่งอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิทางกฎหมายทั้ง 3 มิติ คือ การใช้สิทธิอุทธรณ์และร้องทุกข์ การใช้สิทธิโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน และการแสวงหาข้อมูลข่าวสารเพื่อปกป้องสิทธิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 นอกจากนี้ พฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านที่สำคัญซึ่งส่งอิทธิพลต่อไปยังการยอมรับอำนาจทางปกครองโดยสมัครใจและภาพลักษณ์องค์กรด้านนิติรัฐ สรุปได้ว่าเมื่อมหาวิทยาลัยมีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและชอบด้วยกฎหมาย จะสร้างความเชื่อมั่นให้บุคลากรกล้าพิทักษ์สิทธิของตนเองอย่างถูกต้อง นำไปสู่การยอมรับในอำนาจบริหารจัดการด้วยความเต็มใจและเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Critique of HROD Theory: A Thai Perspective on Theories X and Y by Douglas McGregor
This article critiques Douglas McGregor’s Theory X and Theory Y within the context of Thai human resource and organizational development. It begins by outlining McGregor's theories, which categorize managerial assumptions about employee motivation and behavior. Theory X views employees as inherently lazy and needing control, while Theory Y sees them as self-motivated and capable of self-direction. The analysis highlights the application of these theories in various Thai organizations, demonstrating their relevance despite cultural and economic differences. The document also discusses the limitations of applying a binary model to employee motivation, emphasizing the need for a nuanced understanding of individual motivations and the influence of context. Additionally, it references the concept of Relative Virtue and cultural hierarchies in Thailand, suggesting that effective management must consider these factors. Ultimately, the critique reaffirms the significance of McGregor's theories while advocating for a more flexible application that accommodates diverse workforce needs.
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
The Canonical Correlation Analysis between Factors Affecting The Using of Virtual Office Technology
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์คาโนนิคอลระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการใช้เทคโนโลยีสำนักงานเสมือนจริงกับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือพนักงานที่ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ที่ทำงานอยู่ภายใต้นโยบายสำนักงานเสมือนจริง ในเขตจังหวัดกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 400 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก ผู้วิจัยเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์คาโนนิคอล
ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้เทคโนโลยีสำนักงานเสมือนจริงมีความสัมพันธ์ในระดับสูงมากกับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ (สัมประสิทธิ์คาโนนิคอล เท่ากับ .727) ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้เทคโนโลยีสำนักงานเสมือนจริงมีค่าน้ำหนักความสำคัญคาโนนิคอลระหว่าง .538 - .811 โดยกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้เทคโนโลยีสำนักงานเสมือนจริงมากที่สุด ส่วนปัจจัยด้านความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรมีค่าน้ำหนักความสำคัญคาโนนิคอลระหว่าง .564 - .764 โดยกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับการคงอยู่กับองค์กรมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าในการดำเนินนโยบายการนำเทคโนโลยีสำนักงานเสมือนจริงมาใช้งานในองค์กร ผู้บริหารองค์กรจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงความง่ายของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงานของบุคลากร รวมถึงการช่วยสนับสนุนทั้งอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก และทรัพยากรต่าง ๆ ที่จะทำให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายของตนเองให้สำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพได้ บุคลากรจึงจะรู้สึกว่าเทคโนโลยีนั้น ๆ เป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของตน ก่อให้เกิดความพึงพอใจในงานและนำไปสู่ความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานในที่สุด
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Organizational Environment for Business Intelligence Readiness Evaluation
This research is aimed to study the factor for evaluating the readiness of the independent public agency in Thailand in term of its environment whether it is ready for business intelligence system. The research process consists of six stages: 1) the review of the literature and relevant studies, 2) development of conceptual model and research model, 3) development of data collection tool, 4) the conduction of empirical research where the data collected from the questionnaires, 5) the analysis of research data by using statistical technique; namely, Exploratory Factor Analysis (EFA) and Confirmatory Factor Analysis (CFA) and 6) research conclusion. The population of this study is the staff who are working in the case company. There are altogether 1,258 people from 28 departments. The sample size is 297.
The findings found that organizational factor for evaluating the readiness of the organization for business intelligence system can be classified into four dimensions as 1) human capital, 2) knowledge process, 3) organizational culture, and 4) IT infrastructure. The readiness in the dimensions of knowledge process and IT infrastructure is considerably high while the dimensions of human capital and knowledge process are at fair level. The inequality of the readiness in each dimension can be the obstacle for developing business intelligence system. Therefore, the executives must focus on the importance of policies to be laid in the aspects of improving the dimensions of human capital and organizational culture which hence lead to the success of the organization afterwards.