พบ 7 รายการ (ค้นหา: "ไม่มี")
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q1
Breaking the strain–symmetry trade-off via electrostriction-mediated reversible phase transition in
ผศ.ดร.พิชิตชัย บุตรน้อย 2569 Journal of Advanced Ceramics 519 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.พิชิตชัย บุตรน้อย
ไม่มี
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q1
Improved electrical and bioactivities of lead-free BNT–SBT ceramics by STZ additive and post-sinteri
ผศ.ดร.พิชิตชัย บุตรน้อย 2569 RSC advances 557 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.พิชิตชัย บุตรน้อย
ไม่มี
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q1
Authenticity Matters: Linking CSR Motives, CSR-­ Company Fit, and Engagement in Emerging Market Reta
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2569 Corporate Social Responsibility and 56 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
เมื่อความตระหนักด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมผู้บริโภคภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การทำความเข้าใจว่าผู้บริโภครับรู้และตีความ แรงจูงใจในการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) ของศูนย์การค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างไร ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับการศึกษาไม่มากนัก การศึกษานี้อาศัย ทฤษฎีการอ้างเหตุ (Attribution Theory) เป็นกรอบแนวคิด โดยนำ ความแท้จริงของ CSR (CSR Authenticity) และ ความสอดคล้องระหว่าง CSR กับองค์กร (CSR-Company Fit) มาบูรณาการเข้ากับกรอบการรับรู้แรงจูงใจในการดำเนิน CSR เพื่อศึกษาว่าปัจจัยดังกล่าวมีอิทธิพลต่อ การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ (Consumer Social Media Engagement) อย่างไร ผลการสำรวจข้อมูลจากตลาดเกิดใหม่พบว่า แรงจูงใจที่ขับเคลื่อนด้วยค่านิยม (Value-Driven Motives) มีอิทธิพลต่อการรับรู้ความแท้จริงของ CSR มากที่สุด รองลงมาคือ แรงจูงใจที่ขับเคลื่อนด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder-Driven Motives) ขณะที่ แรงจูงใจที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ขององค์กร (Egoistic-Driven Motives) และ แรงจูงใจเชิงกลยุทธ์ (Strategy-Driven Motives) ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ความแท้จริงของ CSR ยังช่วยเพิ่มการรับรู้ถึงความสอดคล้องระหว่าง CSR กับองค์กร และมีอิทธิพลโดยตรงต่อการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค โดยความสอดคล้องระหว่าง CSR กับองค์กรทำหน้าที่เป็น ตัวแปรส่งผ่านเชิงเสริม (Complementary Mediator) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความแท้จริงของ CSR เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงการรับรู้แรงจูงใจในการดำเนิน CSR กับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค อีกทั้งยังช่วยขยายองค์ความรู้ของทฤษฎีการอ้างเหตุ โดยอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าแรงจูงใจในการดำเนิน CSR แต่ละรูปแบบส่งผลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์แตกต่างกันอย่างไร และนำเสนอข้อค้นพบใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการสื่อสาร CSR ในธุรกิจค้าปลีกของตลาดเกิดใหม่
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q4
A Study of Work Skills of Thai Students in the Digital Transformation Era
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2569 Journal of Arts and Thai Studies 60 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
ที่มาและวัตถุประสงค์ เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้ กระบวนการทำงาน และวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและดิจิทัล นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมีทักษะที่พร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบโมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จำแนกตามประเภทของสาขาวิชา และ 2) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้และระดับความต้องการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษา วิธีการศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3, 4 และ 5 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 822 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และส่วนที่ 2 แบบสอบถามทักษะการทำงาน จำนวน 87 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ โดยทักษะการทำงานประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก และ 28 องค์ประกอบย่อย เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ และตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองและการทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของการวัด โดยใช้โปรแกรม Mplus 8.0 รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณโดยใช้โปรแกรม SPSS ผลการศึกษา 1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Δχ²(252, N = 822) = 25.86, p = .00, RMSEA = .04, SRMR = .03, CFI = .98) ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของการวัดใน 4 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ การศึกษา และการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีความแตกต่างกันตามกลุ่มสาขาวิชา โดยกลุ่มการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ให้ความสำคัญกับการคิดเชิงวิพากษ์มากกว่ากลุ่มอื่น โดยองค์ประกอบด้านการคิดอย่างเป็นระบบและการคิดวิเคราะห์มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Δχ²(2–1) = 39.99; df(2–1) = 23) 2. ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการในการเรียนรู้ของนักศึกษา พบว่า แม้จะอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นักศึกษายังคง 1) ต้องการการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ร้อยละ 68.51 2) ชอบการเรียนรู้อย่างอิสระและการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ร้อยละ 51.14 และ 3) ต้องการพัฒนาทักษะการทำงานโดยบูรณาการเข้ากับรายวิชาที่ศึกษา ร้อยละ 51.54 นอกจากนี้ ความมั่นใจในการมีทักษะการทำงานเพิ่มขึ้นตามความถี่ในการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากขึ้น (F(24, 2347) = 1.73, p = .02, Pillai’s Trace = .50, partial η² = .02) การประยุกต์ใช้ การวิจัยนี้ให้สารสนเทศสำคัญเกี่ยวกับทักษะการทำงานของนักศึกษาไทย ซึ่งช่วยให้ผู้สอนเห็นถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของผู้เรียนในแต่ละทักษะ นอกจากนี้ การศึกษาที่จำแนกตามภูมิหลังและสาขาวิชาของผู้เรียนทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา และความต้องการในการพัฒนาทักษะของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม สารสนเทศดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงหลักสูตรและออกแบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะอย่างตรงตามความต้องการและเป้าหมายมากยิ่งขึ้น บทสรุป โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยนักศึกษาแต่ละกลุ่มสาขาวิชาให้ความสำคัญกับทักษะที่แตกต่างกัน การรับรู้เกี่ยวกับการมีทักษะการทำงานของนักศึกษาเพิ่มขึ้นตามความถี่ของการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในทักษะและความสามารถของตนเองมากขึ้น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นสารสนเทศสำหรับอาจารย์และสถาบันการศึกษาในการออกแบบและปรับปรุงหลักสูตร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Factors in choosing to use international airport services in Tokyo, Japan for Thai passenger
ผศ.ดร.ณัฏฐ์พงษ์ จันทชโลบล 2569 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษย 24 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.ณัฏฐ์พงษ์ จันทชโลบล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้โดยสารชาวไทยในการเลือกใช้ท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงโตเกียว และ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ท่าอากาศยานดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นคนไทยที่เคยเดินทางไปโตเกียวจ านวน 400 คน โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณผลการวิจัยพบว่า(1)ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 28–44 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 20,001–30,000 บาท และเดินทางไปโตเกียวเพื่อการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว (2)ปัจจัยที่มีความส าคัญกับการเลือกใช้ท่าอากาศยานมี 6 ด้านเรียกจากความส าคัญมากที่สุด คือ ความคุ้มค่าในการใช้บริการท่าอากาศยาน, สิ่งอ านวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน, จ านวนตารางเที่ยวบินที่ออกเดินทาง, ความสะดวกสบายเดินทางไปยังตัวเมือง, ความรวดเร็วการผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง และค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าอากาศยานและจากผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ: พบว่าปัจจัยทั้ง 6 ด้านสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจเลือกใช้ท่าอากาศยานได้ร้อยละ 65.1 (R² = 0.651) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p < 0.001) เรียงตามล าดับ คือ: ความคุ้มค่าในการใช้บริการท่าอากาศยาน(β= 0.318) มีอิทธิพลมากที่สุด สิ่งอ านวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน(β= 0.247) จ านวนตารางเที่ยวบินที่ออกเดินทาง(β= 0.236) ความสะดวกในการเดินทางไปยังตัวเมือง (β= 0.201) ความรวดเร็วการผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง(β= 0.178) ส่วนค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าอากาศยาน แม้จะมีอิทธิพลเชิงบวก แต่ไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ (p = 0.118)
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
An Analysis of Multilevel Mediating Structural Equation Modeling of Science Teacher Collaboration on
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2569 วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลาน 22 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างระหว่างการทำงานร่วมกันของครูวิทยาศาสตร์ที่ส่งผลต่อการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ โดยมีความสนุกในการเรียนวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาวิชาชีพครูเป็นตัวแปรส่งผ่าน 2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความตรงของโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับระหว่างการทำงานร่วมกันของครูวิทยาศาสตร์ที่ส่งผลต่อการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์โดยมีความสนุกในการเรียนวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาวิชาชีพครูเป็นตัวแปรส่งผ่าน ดำเนินการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลทุติยภูมิชุดข้อมูล PISA 2015 ที่มุ่งวัดสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ และตัวแปรที่มีความเกี่ยวข้องกับรายวิชาวิทยาศาสตร์ ความสนุกในการเรียนวิทยาศาสตร์ การพัฒนาวิชาชีพครูและการทำงานร่วมกันของครูวิทยาศาสตร์โดยวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ด้วยโปรแกรม Mplus 7.0 ผลการวิจัยพบว่า 1) การทำงานร่วมกันของครูวิทยาศาสตร์ส่งอิทธิพลทางตรงต่อการรู้วิทยาศาสตร์และตัวแปรอื่น ๆ ในทิศทางบวก และการทำงานร่วมกันของครูวิทยาศาสตร์ส่งอิทธิพลทางอ้อมต่อการรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการพัฒนาวิชาชีพครูและความสนุกในการเรียนวิทยาศาสตร์ทั้งสองตัวแปรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนั้นความสนุกในการเรียนวิทยาศาสตร์ส่งส่งอิทธิพลตรงในทิศทางลบต่อการรู้วิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการพัฒนาวิชาชีพครูส่งอิทธิพลตรงในทิศทางลบต่อการรู้วิทยาศาสตร์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2) การวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในระดับโรงเรียน พบว่า การทำงานร่วมกันของครูวิทยาศาสตร์ส่งอิทธิพลทางตรงต่อทุกตัวแปรในทิศทางบวกและส่งอิทธิพลทางอ้อมสองเส้นทางคือผ่านการพัฒนาวิชาชีพครูและความสนุกในการเรียนวิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ความสนุกในการเรียนวิทยาศาสตร์และการพัฒนาวิชาชีพครูส่งอิทธิพลตรงในทิศทางลบต่อการรู้วิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Development of Label for Coconut Juice, Klin Ai Tan Community Enterprise, Bang Thorat Sub-District,
ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน 2566 วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอน 14 0 คณะวิทยาศาสตร์และเทค
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2566  |  เจ้าของผลงาน : ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลและแนวทางการพัฒนาป้ายฉลากน้ำตาลสด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลิ่นไอตาล ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อพัฒนาป้ายฉลากน้ำตาลสด และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจต้นแบบป้ายฉลากน้ำตาลสด เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผสมผสานกับการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่ในการวิจัย คือ ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย สมาชิกวิสาหกิจชุมชน จำนวน 3 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบ จำนวน 5 คน และกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภค จำนวน 100 คน รวมทั้งสิ้น 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามประเมินรูปแบบป้ายฉลากน้ำตาลสด และแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบบังเอิญ สถิติในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ข้อมูลกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลิ่นไอตาล ผลิตน้ำตาลสดแท้ 100% จากเกสรดอกมะพร้าว มีการพัฒนาวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นแปรรูปให้มีคุณค่าเพิ่ม แต่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลิ่นไอตาลยังขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการตลาด รวมทั้งช่องทางในการจัดจำหน่ายและส่งเสริมการตลาดยังมีน้อย ทำให้ไม่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคได้อย่างแพร่หลาย และป้ายฉลากปัจจุบันที่ไม่มีจุดเด่นในการสื่อสารถึงผลิตภัณฑ์ ขาดความน่าสนใจไม่ดึงดูดผู้บริโภค ซึ่งแนวทางการพัฒนาป้ายฉลากน้ำตาลสด ควรให้มีความโดดเด่นด้วยปัจจัยด้านแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และปัจจัยด้านหลักการออกแบบกราฟิก 2) พัฒนาป้ายฉลากน้ำตาลสด จำนวน 5 รูปแบบ และป้ายฉลากที่มีผลรวมมากที่สุด คือ รูปแบบที่ 2 มีความเหมาะสมในระดับมาก (𝑥̅ = 3.69, S.D. = 0.98) จากนั้นจึงนำไปผลิตเป็นต้นแบบป้ายฉลากน้ำตาลสด 3) ผลการประเมินความพึงพอใจต้นแบบป้ายฉลากน้ำตาลสดจากกลุ่มบริโภค พบว่า ผลรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.08, S.D. = 0.95) โดยปัจจัยด้านแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.13, S.D.= 0.92) และปัจจัยด้านการสื่อสารของป้ายฉลากน้ำตาลสด มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.03, S.D. = 0.97) ซึ่งปัจจัยด้านแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ผู้บริโภคมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ป้ายฉลากสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัตถุดิบเดิมที่มีอยู่ มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.19, S.D. = 0.87) และปัจจัยด้านการสื่อสารของป้ายฉลากน้ำตาลสดที่ผู้บริโภคมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ภาพประกอบสื่อถึงผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจน มีความสวยงาม รวมทั้งภาพเครื่องหมายต่าง ๆ มีขนาดชัดเจน มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.13, S.D. = 0.91)