คอลเล็กชัน (Collections)
พบ 16 รายการ
(ค้นหา: "กรุงเทพมหานคร")
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
The Influence of Supply Chain Integration and Organizational Resilience as Mediating Mechanisms Link
การวิจัยแบบผสานวิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับของคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่นขององค์กร และผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน และความยืดหยุ่นขององค์กร ที่ส่งผลต่อผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร และ 3. พัฒนาแบบจำลองการส่งเสริมผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 260 คน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา เทคนิคการวิเคราะห์แบบ Covariance-based SEM การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1.คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่นขององค์กร อยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.59, 4.62 และ 4.58) ผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อยู่ในระดับมาก (Mean = 4.45) 2. คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน และความยืดหยุ่นขององค์กร ร่วมกันทำนายผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 87 3.แบบจำลอง IPO (Input-Process-Output Model) เพื่อส่งเสริมผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการในธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนน ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ทรัพยากรการดำเนินงาน กระบวนการดำเนินงาน และผลผลิต
บทความประชุมวิชาการ
ระดับชาติ
Implementation of Web Application: The Tracking and Management of Electronic Equipment System of a P
หัวใจหลักสำคัญในการดำเนินงานภายในองค์กรสิ่งหนึ่ง คือ อุปกรณ์ที่สนับสนุนการทำงานรวมถึงการบริหารจัดการอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตามการดำเนินงานดังกล่าวมักพบว่ามีข้อผิดพลาด และส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการบริหารจัดการอุปกรณ์สนับสนุนเหล่านั้น และการติดตามสถานที่ตั้งของอุปกรณ์ ทางผู้วิจัยจึงได้มีแนวคิดในการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับการติดตามและบริหารจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์กรภาคเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในรูปแบบเว็บไซต์ที่สามารถทำงานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer-PC) ผ่านโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) และบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile) สำหรับการดำเนินงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่นั้นจะดำเนินการเฉพาะในส่วนของการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ส่วนการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการอุปกรณ์จะดำเนินการผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยใช้ภาษาเอชทีเอ็มแอล (HTML) และ ภาษาพีเอชพี (PHP) ในการพัฒนาระบบ นอกจากนี้ XAMPP 8.0.3 ถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูล โดยทำการทดสอบระบบผ่าน Google Chrome และ Microsoft Edge มีการประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คนและผู้ใช้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องจำนวน 8 คน ผ่านการประเมินโดยใช้วิธีการมาตราส่วนลิเคิร์ต (Likert Scale) จำนวน 5 ระดับ จากการพิจารณาค่ากลาง (x ̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation-SD) ผ่านการออกแบบด้วยกระบวนการแบบอาไจล์ (Agile Methodology) และทดสอบระบบด้วยเทคนิคแบบกล่องดำ (Black box Testing) ด้วยวิธีการ Functional Design Verification Tests (FDVT)
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI)
THE IMPACT OF FINANCIAL LITERACY, FINANCIAL ATTITUDES, SAVING MOTIVATIONS AND DIGITAL FINANCIAL BEHA
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาปัจจัยด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลวัยทํางานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จํานวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยหาค่าความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบนําตัวแปรเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษา ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานครแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ปัจจัยด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร พบว่า ความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัล เป็นปัจจัยสําคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
FINANCIAL SKILLS ACCEPTANCE OF TECHNOLOGY AND INCENTIVES THAT AFFECT INVESTMENT BEHAVIOR OF EACH GEN
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุนของประชากรแต่ละGenerationของกลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่บรรลุนิติภาวะและสามารถให้ความยินยอมในการเข้าร่วมการวิจัยได้ ที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างจํานวน 450 คน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ วิเคราะห์ความแปรปรวน (one-way Anova) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)ผลการศึกษาพบว่า1) ด้านประชากรพบว่า ทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจและพฤติกรรมในการลงทุน ไม่ส่งผลต่อGeneration2) ปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน ส่วนเพศ ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน3) ปัจจัยทักษะทางการเงิน พบว่าความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน4) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี พบว่าการรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความไว้วางใจและความปลอดภัย พฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีการและลงทุนความตั้งใจในการใช้งานต่อเนื่องส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน5) ปัจจัยแรงจูงใจในการลงทุน พบว่า การรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Dynamics of Income, Expenditure, and Savings of Thai Households During 2011-2019
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย ระหว่างภูมิภาค และเขตที่อยู่อาศัยเมือง-ชนบท ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง
ผลการวิจัยพบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีรายได้มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยของรายได้เท่ากับ 47,609 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ครัวเรือนทั้งประเทศซึ่งมีค่าเท่ากับ 25,258 บาท ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 35.81 สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับ การอุปโภคบริโภค มีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.82 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 32.89 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีเงินออมเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 13,988 บาท ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองและชนบทยังมีความแตกต่างกันในทุกมิติทั้งรายได้ รายจ่าย และเงินออม ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Factor Analysis of Quality Factor of Logistics Services of Private Logistics Provider in Bangkok Inf
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเอกชนและเพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ซ้ำของลูกค้า ในเขตกรุงเทพมหานคร ในบริบทภายหลังการคลี่คลายตัวลงของสถานการณ์โควิด–19 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการขนส่งสินค้าเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน สกัดปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการการขนส่งสินค้าด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ได้ 5 ปัจจัย ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านภาพลักษณ์และความเป็นมืออาชีพ 2) ปัจจัยด้านการสร้างความเชื่อมั่นในงานบริการ 3) ปัจจัยด้านการตอบสนองอย่างรวดเร็ว 4) ปัจจัยด้านการมีหัวใจในการให้บริการ และ 5) ปัจจัยด้านการใส่ใจในรายละเอียดของลูกค้า จากนั้นศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่มีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าซ้ำผ่านช่องทางออนไลน์ของลูกค้าด้วยการวิเคราะห์โลจิสติกส์ทวิ พบว่า ปัจจัยด้านภาพลักษณ์และความเป็นมืออาชีพ (B=0.723) ปัจจัยด้านการสร้างความเชื่อมั่นในงานบริการ (B=0.446) และปัจจัยด้านการตอบสนองอย่างรวดเร็ว (B=0.384) เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ จากผลการศึกษาผู้ให้บริการขนส่งสินค้าควรสร้างภาพลักษณ์ของงานบริการที่ดีให้เกิดขึ้นในสายตาลูกค้า ผ่านทางการให้บริการที่เชื่อมั่นในคุณภาพของการขนส่ง รวมถึงความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าเป็นสำคัญ จึงจะทำให้เกิดการใช้บริการซ้ำได้ในอนาคต การศึกษาวิจัยนี้มีข้อจำกัดคือเป็นการศึกษาแบบตัดขวางที่ศึกษาเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลาในบริบทที่แตกต่างออกไป รวมถึงพื้นที่ทำการศึกษายังคงเป็นพื้นที่ภายในกรุงเทพมหานคร
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
This research is mixed-methods research, which focuses on the factors of flexible working from the p
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีที่มุ่งเน้นการศึกษาถึงองค์ประกอบของการทำงานแบบยืดหยุ่นในมุมมองของบุคลากรกลุ่ม Gen Z ที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในบริษัทเอกชน ภายในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการศึกษาระยะแรกเริ่มด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อเก็บข้อมูลด้านองค์ประกอบของการทำงานแบบยืดหยุ่น จากบุคลากรที่อยู่ในกลุ่ม Gen Z ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า บุคลากรกลุ่ม Gen Z มีมุมมองเกี่ยวกับการทำงานแบบยืดหยุ่น 5 องค์ประกอบที่สำคัญคือ 1) ความยืดหยุ่นด้านสถานที่ในการทำงาน 2) ความยืดหยุ่นด้านเวลาในการทำงาน 3) การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีการทำงาน 4) การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และ 5) การบริหารผลการปฏิบัติงานตามผลงาน จากนั้นผู้วิจัยได้นำเอาผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในระยะแรกมาใช้เป็นตัวแปรอิสระ เพื่อการศึกษาวิจัยในระยะที่สองด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของการทำงานแบบยืดหยุ่นในมุมมองบุคลากร Gen Z กับความพึงพอใจในการทำงาน โดยการเก็บข้อมูลจริงด้วยแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างของบุคลากรกลุ่ม Gen Z ที่ทำงานในบริษัทเอกชน ภายในเขตกรุงเทพมหานคร และทำงานภายใต้นโยบายการทำงานแบบยืดหยุ่นไม่ต่ำกว่า 3 ปี จำนวน 408 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์คาโนนิคอล
ผลของการศึกษาด้วยวิธีการเชิงปริมาณพบว่าองค์ประกอบของการทำงานแบบยืดหยุ่นในมุมมองบุคลากรกลุ่ม Gen Z มีความสัมพันธ์คาโนนิคอลกับความพึงพอใจในการทำงานอยู่ในระดับมาก โดยมีสัมประสิทธิ์คาโนนิคอลเท่ากับ 0.841 โดยปัจจัยด้านองค์ประกอบของการทำงานแบบยืดหยุ่นในมุมมองบุคลากรกลุ่ม Gen Z มีค่าน้ำหนักคาโนนิคอลระหว่าง 0.687 – 0.855 โดยกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้านความยืดหยุ่นด้านสถานที่ในการทำงานมากที่สุด ส่วนปัจจัยด้านความพึงพอใจในการทำงานมีค่าน้ำหนักคาโนนิคอลระหว่าง 0.609 – 0.824 โดยกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านผลตอบแทนที่ยุติธรรมมากที่สุด
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Feng Shui Belief Factors Affecting Housing Valuation
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อทราบความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาบ้านจัดสรรของศาสตร์ฮวงจุ้ยและปัจจัยในการพิจารณามูลค่าตลาดบ้านจัดสรร ตามหลักการประเมินราคาทรัพย์สิน ด้วยวิธีเปรียบเทียบราคาตลาด (2) เสนอแนะแนวทางการประเมินราคาทรัพย์สินในการคำนึงถึงปัจจัยด้านฮวงจุ้ย กลุ่มตัวอย่าง คือ (1) กลุ่มผู้แทนบริษัทชั้นนำที่รับจัดทำฮวงจุ้ยและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยในอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานครที่มีผลงานร่วมการทำงานกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 6 คน โดยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (2) กลุ่มผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน จำนวนกลุ่มตัวอย่างคิดเป็น 320 คน โดยการเก็บแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านฮวงจุ้ย พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาบ้านจัดสรร ได้แก่ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ และปัจจัยด้านองค์ประกอบของบ้านจัดสรร นำไปสู่การจัดทำแบบสอบถามได้ โดยมีผลการสอบถามปัจจัยที่มีผลต่อราคาบ้านจัดสรรโดยผู้ประเมินราคาทรัพย์สินในระดับ มากที่สุด คือ ขนาดเส้นทางในโครงการ ทำเลที่ตั้งของบ้านในโครงการ ขนาดพื้นที่บ้าน และวัสดุก่อสร้างบ้าน และติดตั้งภายในถาวร ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยในการพิจารณามูลค่าตลาดบ้านจัดสรรที่ผู้ประเมินราคาทรัพย์สินพบเห็นทุกครั้ง และสามารถอธิบายที่มาของมูลค่าได้
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Influences of Factors in Facility Management Affecting the Well-being of Condominium Residents
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านการบริหารทรัพยากรกายภาพที่ส่งผลต่อสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด พร้อมทั้งทำการเปรียบเทียบความต้องการด้านสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดจำแนกตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ โดยทำการศึกษาปัจจัยด้านการบริหารทรัพยากรกายภาพของอาคารชุด ซึ่งผู้วิจัยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการทรัพย์ส่วนกลาง ด้านการบริหาร และด้านสังคมและกิจกรรมสร้างวัฒนธรรม งานวิจัยนี้เป็นเชิงปริมาณใช้วิธีรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้ที่อยู่อาศัยในอาคารชุดพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 350 คน การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่ออธิบายลักษณะประชากรของกลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ปัจจัย (factor analysis) เพื่อจัดกลุ่มปัจจัยที่สัมพันธ์กันให้เป็นกลุ่มเดียวกัน และใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (multiple regression analysis) อธิบายปัจจัยด้านการบริหารทรัพยากรกายภาพที่ส่งผลต่อสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด พบว่า ปัจจัยด้านการบริหารทรัพยากรกายภาพที่ส่งผลต่อสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดมากที่สุด คือ ด้านการบริหาร รองลงมา คือด้านการจัดการทรัพย์ส่วนกลาง และลำดับสุดท้าย คือ ด้านสังคมและกิจกรรมสร้างวัฒนธรรม
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Behavior and Motivations of Thai Tourists towards Buddhist Tourism in Bangkok
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อการเดินทางท่องเที่ยวเชิงพุทธในเขตกรุงเทพมหานคร และเปรียบเทียบระดับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อการเดินทางท่องเที่ยวเชิงพุทธในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยว ณ แหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มด้วยการทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และใช้การวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อการเดินทางท่องเที่ยวเชิงพุทธในเขตกรุงเทพมหานครในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ส่งผลต่อระดับแรงจูงใจด้านกายภาพและด้านวัฒนธรรม/ความเชื่อ ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงพุทธส่งผลต่อระดับแรงจูงใจด้านกายภาพ ด้านวัฒนธรรม/ความเชื่อ และด้านอารมณ์ และความรู้สึก ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว และตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม