คอลเล็กชัน (Collections)
พบ 7 รายการ
(ค้นหา: "ตลาดหลักทรัพย์")
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
THE INFLUENCE OF FINANCIAL RATIOS ONTHESTOCK PRICESOF REAL ESTATE DEVELOPMENT COMPANIES LISTED ON TH
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของอัตราส่วนทางการเงินต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้ข้อมูลจากงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินตั้งแต่ไตรมาสที่ 1-4 พ.ศ. 2558-2567 จํานวน200 ตัวอย่าง ผู้วิจัยใช้ข้อมูลประเภททุติยภูมิโดยนําข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เลือกมาจัดรูปแบบและเรียงลําดับระยะเวลา แหล่งข้อมูลมาจากดัชนีราคาหลักทรัพย์ของกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่แบบจําลองการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณและวิธีสมการถดถอย ในการวิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินทั้ง 5 ประเภทกับราคาหลักทรัพย์ได้แก่ 1) อัตราส่วนทุนหมุนเวียนสามารถอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์บริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจํากัด(มหาชน) ร้อยละ 69 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 2) อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวมสามารถอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์จํากัด(มหาชน) ร้อยละ 66 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 3) อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวมสามารถอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์บริษัทเฟรเซอร์สพร็อพเพอร์ตี้(ประเทศไทย) จํากัด(มหาชน) ร้อยละ 15 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 4) อัตราส่วนทุนหมุนเวียนและอัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวมสามารถอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์บริษัทศุภาลัยจํากัด(มหาชน) ได้ร้อยละ 64 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 99 และ5) อัตราส่วนทุนหมุนเวียนสามารถอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์บริษัทเอพี(ไทยแลนด์) จํากัด(มหาชน) ได้ร้อยละ 90 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
The Relationship Between Firm Value and Stock Prices of Listed Companies in the Stock Exchange of Th
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปัจจัยทางการเงินในภาพรวม ศึกษามูลค่ากิจการ เปรียบเทียบกลุ่มปัจจัยด้านกําไรกับประเมินมูลค่า ที่มีความสัมพันธ์ต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทยั่งยืน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.ปตท.สผ. (PTTEP) ดําเนินการเก็บข้อมูลรายไตรมาส พ.ศ. 2558-2567 วิเคราะห์แบบจําลอง Panel Econometricsพบว่า อัตรากําไรต่อหุ้น (EPS) และอัตราส่วนกําไรสุทธิ (NPM) มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่น 99% ส่วนกําไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) มีความสัมพันธ์เชิงลบต่อราคาหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่น 99% แบบจําลอง Fixed Effects จึงเหมาะสมมากกว่า Pooled OLS และประเมินปัจจัยทางการเงินได้ 79% ความสัมพันธ์ระหว่างTOBINS’Q กับราคาหลักทรัพย์ BBL พบว่า EPS และอัตราส่วนราคาต่อกําไร (P/E ratio) มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ ส่วน EBIT มีความสัมพันธ์เชิงลบต่อราคาหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่น 99% KBANK พบว่า P/E ratio มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ NPM และ ROA มีความสัมพันธ์เชิงลบต่อราคาหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่น 99% และ 90% ตามลําดับ KTBพบว่า EPS และ P/E ratio มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่น 99% PTT พบว่า EBIT, P/E ratio และอัตราการจ่ายเงินปันผล (DPR) มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่น 99% PTTEP พบว่า EPS มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ P/E ratio และ NPM มีความสัมพันธ์เชิงลบต่อราคาหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่น 99% 95% และ 99% ตามลําดับ การเปรียบเทียบพบว่า กลุ่มปัจจัยด้านกําไร ได้แก่ EBIT มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่น 99% และ EPS มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่น 95% กลุ่มประเมินมูลค่า DPR มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อราคาหลักทรัพย์ ความเชื่อมั่น 99%
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Factors Influencing Capital Structure and Firm Value of Companies Listed in the Stock Exchange of Th
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงสร้างเงินทุนและมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100ตั้งแต่ปี 2563-2567ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET100เป็นบริษัทที่มีดัชนีราคาหุ้นที่มีมูลค่าราคาตามตลาดสูงสุด 100 อันดับแรกและการซื้อขายที่มีสภาพคล่องอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้จะมีการพิจารณาเลือกทุก ๆ 6เดือน รวมทั้งสิ้น 445 รายปีรายบริษัท (Firm-year) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยการวิเคราะห์เส้นทาง (Path analysis) ซึ่งใช้หลักการประมาณค่าด้วยความเป็นไปได้สูงสุด (Maximum Likelihood: ML) ผลการศึกษาพบว่าผลการดำเนินงานมีอิทธิต่อโครงสร้างเงินทุน ผลการดำเนินงานมีอิทธิพลต่อมูลค่าของกิจการผ่านโครงสร้างเงินทุน สินทรัพย์ที่มีตัวตนมีอิทธิพลต่อโครงสร้างเงินทุน และสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีอิทธิพลต่อมูลค่าของกิจการผ่านโครงสร้างเงินทุน และโครงสร้างเงินทุนที่มีอิทธิพลต่อมูลค่าของกิจการ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การก่อหนี้จากแหล่งภายนอกที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มเพิ่มต้นทุนเงินทุนและส่งผลต่อมูลค่ากิจการ ขณะที่โครงสร้างเงินทุนซึ่งวัดจากอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยมีอิทธิพลต่อมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญ
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 3
RATE OF RETURN AND RISKANALYSIS INTHETOURISMANDLEISUREBUSINESS SECTOR
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย2) เพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการกับอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย3) เพื่อศึกษาค่าสัมประสิทธิ์เบต้าของหลักทรัพย์หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ โดยใช้แบบจําลองการกําหนดราคาหลักทรัพย์ (Capital Asset Pricing Model: CAPM) หลักทรัพย์ที่ใช้ในการศึกษา คือ หลักทรัพย์หมวดธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการจํานวน 13หลักทรัพย์ ประกอบด้วยASIA,CENTEL, CSR, DTC, ERW, GRAND, LRH, MANLIN, OHTL, SHANG, SHR, ROH, VRANDA โดยใช้ข้อมูลราคาปิดของหลักทรัพย์ทั้ง 13ตัวในแต่ละวัน รวมระยะเวลา 267วันทําการ ตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคม 2562ถึงวันที่ 31กรกฎาคม 2563 ผลการศึกษาพบว่า หลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการที่นักลงทุนควรตัดสินใจลงทุน มีจํานวน 4หลักทรัพย์ คือ CSR, ERW, OHTL, และ ROHโดยหลักทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าต่ํากว่าที่ควรจะเป็น (Undervalued)ส่วนหลักทรัพย์ที่นักลงทุนไม่ควรตัดสินใจลงทุนมีจํานวน 9หลักทรัพย์คือ ASIA, CENTEL, DTC, GRAND, LRH, MANRIN, SHANG, SHR และ VRANDAเพราะเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่าที่ควรจะเป็น (Undervalued)
บทความประชุมวิชาการ
ระดับชาติ
The Factors Affecting The Stock Price Index of Transport and Logistics in The Stock Exchange of Thai
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อดัชนีราคาหลักทรัพย์ในกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และดัชนีราคาสินค้าเข้า-ออกเปรียบเทียบ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิรายเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2559 ถึงเดือนกรกฎาคม ปี 2564 รวมทั้งสิ้น 67 เดือน วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อดัชนีราคาหลักทรัพย์ด้วยสมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) ผลการศึกษาพบว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และดัชนีราคาสินค้าเข้า-ออกเปรียบเทียบ มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับดัชนีราคาหลักทรัพย์ในกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไม่มีผลต่อดัชนีราคาหลักทรัพย์ในกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Adaptation of Property Valuation Business Affected by the COVID-19 Outbreak
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจการประเมินราคาทรัพย์สิน 2) ศึกษาวิธีแก้ไขและมาตรการปรับตัวของธุรกิจการประเมินราคาทรัพย์สินในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 3) เสนอแนะวิธีแก้ไขและมาตรการปรับตัวของธุรกิจการประเมินราคาทรัพย์สินในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือกลุ่มบริษัทประเมินราคาทรัพย์สินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งหมด 79 บริษัท โดยผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง คำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้สูตร Taro Yamane กำหนดค่าความคลาดเคลื่อนที่ 0.1 นำไปสู่การเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบริษัทประเมินราคาทรัพย์สิน 45 บริษัท ซึ่งแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บริหาร 1 คน/บริษัท 2) พนักงานประเมินราคาทรัพย์สิน 1 คน/บริษัท ซึ่งเป็นการใช้วิธีการวิจัยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง โดยวิเคราะห์เพื่อสรุปผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ
จากผลการวิจัยบริษัทประเมินราคาทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบมีการแก้ปัญหาดังนี้ ควรปรับวิถีการทำงานโดยให้บุคลากรทำงานที่บ้านมากกว่าทำงานที่บริษัทหรือปรับลดเงินเดือนพนักงานเพื่อไม่ให้รายจ่ายของบริษัทสูงเกินกว่ารายได้จนเกิดความจำเป็น และควรปรับลดค่าบริการของงานเพื่อให้ปริมาณงานคงที่แต่รายได้อาจลดลง โดยแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการประเมินราคาทรัพย์สินควรดำเนินการดังนี้ 1) เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่อาจไปรับข้อมูลโดยตรงไม่ได้ควรต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็นการรับข้อมูลแบบทางออนไลน์แทน 2) เมื่อไม่สามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ควรต้องมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนลงพื้นที่เพื่อไม่ให้เกิดการเดินทางที่ไม่จำเป็นต้องแจ้งผู้ว่าจ้างในเรื่องที่ไม่สามารถเข้าไปยังพื้นที่ที่ไม่อนุญาตให้เข้าได้ ทางบริษัทจึงต้องชะลองานไว้เนื่องจากไม่สามารถทำได้โดยทันทีต้องติดต่อบุคคลที่มีความสามารถที่อยู่ในพื้นที่ตรวจสอบแทน 3) เมื่อไม่สามารถตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ได้ควรต้องแจ้งไปยังผู้ว่าจ้างและสถาบันการเงินในเรื่องที่ไม่สามารถตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ได้ โดยอาจชะลอการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ หรืออ้างอิงจากเอกสารจากผู้ว่าจ้างในกรณีที่สามารถรับความเสี่ยงได้ 4) เมื่อเกิดการส่งงานล่าช้าควรแจ้งไปยังผู้ว่าจ้างให้เกิดความเข้าใจว่าในสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถส่งงานได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดได้
บทความประชุมวิชาการ
ระดับชาติ
The Analysis of Rate of Return and Risk on Food and Beverages Securities Sector
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์หมวดอาหารและเครื่องดื่มในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2) เพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกับอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3) ศึกษาค่าสัมประสิทธิ์เบต้าของหลักทรัพย์หมวดอาหารและเครื่องดื่มในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้แบบจำลอง Capital Asset Pricing Model: CAPM หลักทรัพย์ที่ใช้ในการศึกษา คือ หลักทรัพย์หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจำนวน 10 หลักทรัพย์ ประกอบด้วยหมวดธุรกิจอาหาร ได้แก่ CPF, TFG, MINT, BR, KTIS หมวดธุรกิจเครื่องดื่ม ได้แก่ OSP, ICHI, CBG, TIPCO, OISHI โดยใช้ข้อมูลราคาปิดของหลักทรัพย์ทั้ง 10 ตัว ในแต่ละวัน รวมระยะเวลา 90 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ผลการศึกษาพบว่า หลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่นักลงทุนควรตัดสินใจลงทุน มีจำนวน 8 หลักทรัพย์ คือ CPF, TFG, MINT, BR, OSP, ICHI, CBG และ TIPCO โดยหลักทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (Undervalued) ส่วนหลักทรัพย์ที่นักลงทุนไม่ควรตัดสินใจลงทุนมีจำนวน 2 หลักทรัพย์ คือ KTIS และ OISHI เพราะเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่าที่ควรจะเป็น (Overvalued)