คอลเล็กชัน (Collections)
พบ 5 รายการ
บทความประชุมวิชาการ
ระดับชาติ
Development of an Online Maintenance Request and Repair Status Tracking System
โครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ แบบประเมินประสิทธิภาพการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และแบบประเมินความพึงพอใจระบบแจ้งซ่อมออนไลน์ โดยผู้ใช้งาน จำนวน 27 ท่าน (อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรซ่อมบำรุงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า ผลการประเมินประสิทธิภาพการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ อยู่ในระดับมาก (x = 4.40, S.D. = 0.74) และด้านความพึงพอใจของผู้ใช้งาน อยู่ในระดับมากที่สุด (x = 4.51, S.D. = 0.62)
บทความประชุมวิชาการ
ระดับนานาชาติ
GraphBERT4FakeNews: Graph-aware Bidirectional Transformer Learning for English Fake News Detection
The rapid dissemination of fake news through online news platforms and social media has become a major challenge, significantly influencing public opinion, political decision-making, and social stability. Recent fake news detection methods have achieved promising performance using deep contextual language models such as Bidirectional Encoder Representations from Transformers (BERT). However, most existing approaches process news articles independently and primarily focus on textual semantics while overlooking structural relationships among related news articles. Consequently, valuable graph-based information, including semantic similarity, shared entities, common publishers, and topical relationships, remains underutilized. This paper proposes GraphBERT4FakeNews, a graph transformer framework that jointly learns contextual semantic representations and graph structural information for English fake news detection. First, BERT generates contextualized embeddings from news articles. A news graph is then constructed by connecting semantically related articles according to contextual similarity. Subsequently, a GraphBERT encoder performs graph-aware self-attention to capture both local and long-range structural dependencies without relying on conventional graph convolution operations. Finally, a classification layer predicts whether a news article is genuine or fake. The proposed framework is evaluated on the publicly available FakeNewsNet benchmark, including the GossipCop and PolitiFact datasets. Experimental results demonstrate that GraphBERT4FakeNews effectively integrates semantic understanding with graph structural reasoning, leading to improved fake news detection performance compared with conventional language models and graph neural network approaches.
บทความประชุมวิชาการ
ระดับชาติ
The Influence of Transformational Leadership on Work-Related Stress and Burnout of 3 Workplaces (WFH
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อระบุรูปแบบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อความเครียดจากการทำงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน (2) เพื่อระบุอิทธิพลของรูปแบบการทำงานในแต่ละสถานที่ที่ส่งผลต่อความเครียดจากการทำงานและภาวะการหมดไฟในการทำงาน และ (3) เพื่อพรรณนารูปแบบภาวะผู้นำและรูปแบบในการทำงานและนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการ เป็นกระบวนการสร้างมโนทัศน์ในการดำเนินการวิจัยโดยมีกรอบแนวคิดที่ใช้คือแนวคิดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง รูปแบบการทำงานในสถานที่ต่าง ๆ ความเครียดจากการทำงาน และภาวะหมดไฟในการทำงาน ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative research) โดยเก็บข้อมูลจากบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในองค์การที่ปฏิบัติงานด้วยรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลคือการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง (Structural equation modeling) ผลการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรมได้มาซึ่งคำถามการวิจัยประกอบด้วย (1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีอิทธิพลต่อความเครียดในการทำงาน (2) ความเครียดในการทางานมีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน และ (3) รูปแบบการทำงาน มีอิทธิพลและเป็นตัวแปรปรับ (Moderator) ระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและความเครียดจากการทำงาน
บทความประชุมวิชาการ
ระดับชาติ
Work from Home: New Normal Administration Policy to Establish a Quality of Work Life or The Risking
บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนประเด็นเรื่องการกาหนดนโยบายให้บุคลากรภายใน
องค์การท างานที่บ้าน เพื่อน าเสนอประเด็นที่องค์การต้องท าการปรับตัวในด้านการด าเนินนโยบายการ
บริหารงาน เนื่องจากแม้การท างานที่บ้านจะสร้างให้เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตการท างานและชีวิตส่วนบุคคล
เพิ่มผลการปฏิบัติงานของบุคลากร อย่างไรก็ตามการดาเนินนโยบายทางานที่บ้านยังมีข้อจากัดที่สามารถทาให้
บุคลากรเกิดความเครียดจากการทางานและน าไปสู่ภาวะการหมดไฟในการทางานของบุคลากรได้ ในบทความ
วิชาการนี้ จะใช้กรอบแนวคิดเกี่ ยวกับคุณภาพชีวิตการท างานและการหมดไฟในการท างานเพื่ อตอบ
วัตถุประสงค์ ดังนั้นจึงขอเสนอประเด็นหลักที่ได้จากการตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ดังนี้ ประเด็นที่ 1 การท างาน
ที่บ้านอาจท าให้บุคลากรไม่สามารถ “ปิดสวิตช์” การท างานของตนเองได้เต็มที่ สร้างความไม่ชัดเจนใน
ขอบเขตชีวิตการทางานและชีวิตส่วนบุคคล ประเด็นที่ 2 นโยบายการทางานที่บ้านสร้างระบบการควบคุมที่
เข้มงวดมากขึ้น เกิดความเครียดจากการทางานมากขึ้น และประเด็นที่ 3 เมื่อความเครียดจากการท างาน
มากขึ้น ก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทางาน รวมถึงการออกจากงานในที่สุด พร้อมกับข้อเสนอแนะ
ดังนี้ ผู้บริหารที่ดาเนินนโยบายการทางานที่บ้าน ควรมองเห็นความสาคัญของการดูแลบุคลากร เพื่อป้องกันมิ
ให้เกิดภาวะหมดไฟในการทางานและสูญเสียทรัพยากรที่ส าคัญขององค์การ ด้วยการให้การสนับสนุนสิ่งจาเป็น
ในการปฏิบัติงานตามสมควร รวมถึงการมอบอานาจการตัดสินใจและสร้างระบบการควบคุมที่ไม่เข้มงวดจน
มากเกินไปเพื่อสร้างสมดุลในคุณภาพชีวิตการท างานและผลการปฏิบัติงานของบุคลากรเป็นส าคัญ
บทความประชุมวิชาการ
ระดับนานาชาติ
Professional Competency for it Outsourcing: Thai Banking Experience
The main purpose of this research is to develop a scale for IT professional competency evaluation, which is considered crucial for outsourcing. The study compares the competencies of IT consultants and IT staff in Thailand’s banking sector. The participants were IT professionals with significant experience of IT outsourcing projects at seven leading banks in Thailand. Statistical techniques used to analyse the survey data included exploratory factor analysis (EFA) and confirmatory factor analysis (CFA). The results identified a number of differences between the competencies of IT consultants and IT staff. Among the four dimensions of IT consultant competency, the most important was coaching and customer focus skills, followed by knowledge sharing attitude, project management skills and technical lead business knowledge. IT staff competency comprised three dimensions. The most important of these was project management skills, followed by results-oriented attitude and practical business knowledge.