พบ 15 รายการ (ค้นหา: "การออกแบบ")
บทความประชุมวิชาการ ระดับชาติ
Design and Development of an Emergency Luminaire with Automatic Test Result Logging and Transmission
ดร.ปฏิพงษ์ เจริญเวียงเหนือ 2569 671 12 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : บทความประชุมวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.ปฏิพงษ์ เจริญเวียงเหนือ
บทความวิจัยฉบับนี้นำเสนอการออกแบบและพัฒนาโคมไฟฟ้าฉุกเฉินที่สามารถทดสอบการทำงาน บันทึกผล และส่งข้อมูลผ่านระบบวายฟายได้โดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดภาระในการตรวจสอบและบันทึกผลด้วยบุคลากร โดยเฉพาะในกรณีที่ติดตั้งโคมไฟในตำแหน่งสูงหรือมีจำนวนหลายจุดภายในอาคาร ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้แหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับ 220 โวลต์ ร่วมกับวงจรประจุแบตเตอรี่แบบกระแสคงที่และแรงดันคงที่ มีไมโครคอนโทรลเลอร์ STM32F030F4P6TR ทำหน้าที่ควบคุมการประจุแบตเตอรี่ ตรวจสอบสถานะการทำงาน และสั่งการทดสอบโคมไฟฉุกเฉินที่ใช้หลอดแอลอีดี MR16 ขนาด 3 วัตต์ จำนวน 2 หลอด ข้อมูลผลการทดสอบถูกส่งผ่านไมโครคอนโทรลเลอร์ ESP32-WROOM-32U ไปจัดเก็บบน Google Sheets แบบอัตโนมัติผ่านระบบวายฟาย การทดสอบระบบอ้างอิงตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมการติดตั้งระบบการให้แสงสว่างฉุกเฉิน (มอก. 2690-2558) ครอบคลุมการทดสอบแบบติดตั้งใหม่ การทดสอบตามระยะเวลา และการทดสอบกรณีไม่ผ่านเกณฑ์ ผลการทดลองพบว่าระบบสามารถบันทึกวัน เวลา ระยะเวลาทดสอบ และสถานะผลการทดสอบได้ถูกต้อง ทั้งในกรณีผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมทั้งสามารถส่งข้อมูลขึ้นระบบออนไลน์ได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ เมื่อเกิดความขัดข้องของแหล่งจ่ายไฟฟ้าปกติ โคมไฟฉุกเฉินสามารถส่องสว่างได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด แสดงให้เห็นว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมสาหรับประยุกต์ใช้กับการตรวจสอบ โคมไฟฟ้าฉุกเฉินในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Experiences in Creative Learning Management of Teachers at Sumanan School
ดร.เอกภณ สุมานันทกุล 2569 วารสารครุศาสตร์วิชาการ มหาวิทยาลัยร 649 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.เอกภณ สุมานันทกุล
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของครูโรงเรียนสุมานันเป็นการวิจัยเชิงบรรยายโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลคือครูที่เลือกแบบเจาะจง ซึ่งมีประสบการณ์ใช้เกลียวการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์อย่างน้อยหนึ่งภาคเรียน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านมุมมอง ครูเห็นว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระทางความคิด มีขั้นตอนชัดเจนและยืดหยุ่น ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การใช้เหตุผล การลงมือปฏิบัติจริง การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงจูงใจ ความสุข และความร่วมมือของผู้เรียน 2) ด้านสภาพการจัดการเรียนรู้ ครูส่วนใหญ่ประยุกต์ใช้เกลียวการเรียนรู้ให้เหมาะกับบริบท จัดกิจกรรมโดยใช้จินตนาการเป็นฐาน เน้นการทำงานเป็นทีม และส่งเสริมการยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น ครูเป็นโค้ช สร้างบรรยากาศเชิงบวก เข้าใจความแตกต่าง และส่งเสริมการสะท้อนคิด ครูรวมกลุ่มเป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3) ด้านปัญหาและความต้องการพัฒนา ครูไม่สามารถจัดกิจกรรมได้ครบทุกขั้นตอนในเวลาจำกัด ต้องชดเชยหรือบูรณาการ บางส่วนสับสนในการใช้เกลียวการเรียนรู้ พบความยากในการออกแบบกิจกรรม การปรับหัวข้อให้ตรงความต้องการผู้เรียน ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล และความไม่มั่นใจของผู้เรียน ครูต้องการเสริมทักษะการผลิตสื่อ การพัฒนาเกณฑ์การประเมินผล และการฝึกอบรมหรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเพิ่มความมั่นใจ
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q4
A Study of Work Skills of Thai Students in the Digital Transformation Era
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2569 Journal of Arts and Thai Studies 60 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
ที่มาและวัตถุประสงค์ เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้ กระบวนการทำงาน และวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและดิจิทัล นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมีทักษะที่พร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบโมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จำแนกตามประเภทของสาขาวิชา และ 2) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้และระดับความต้องการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษา วิธีการศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3, 4 และ 5 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 822 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และส่วนที่ 2 แบบสอบถามทักษะการทำงาน จำนวน 87 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ โดยทักษะการทำงานประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก และ 28 องค์ประกอบย่อย เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ และตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองและการทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของการวัด โดยใช้โปรแกรม Mplus 8.0 รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณโดยใช้โปรแกรม SPSS ผลการศึกษา 1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Δχ²(252, N = 822) = 25.86, p = .00, RMSEA = .04, SRMR = .03, CFI = .98) ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของการวัดใน 4 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ การศึกษา และการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีความแตกต่างกันตามกลุ่มสาขาวิชา โดยกลุ่มการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ให้ความสำคัญกับการคิดเชิงวิพากษ์มากกว่ากลุ่มอื่น โดยองค์ประกอบด้านการคิดอย่างเป็นระบบและการคิดวิเคราะห์มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Δχ²(2–1) = 39.99; df(2–1) = 23) 2. ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการในการเรียนรู้ของนักศึกษา พบว่า แม้จะอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นักศึกษายังคง 1) ต้องการการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ร้อยละ 68.51 2) ชอบการเรียนรู้อย่างอิสระและการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ร้อยละ 51.14 และ 3) ต้องการพัฒนาทักษะการทำงานโดยบูรณาการเข้ากับรายวิชาที่ศึกษา ร้อยละ 51.54 นอกจากนี้ ความมั่นใจในการมีทักษะการทำงานเพิ่มขึ้นตามความถี่ในการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากขึ้น (F(24, 2347) = 1.73, p = .02, Pillai’s Trace = .50, partial η² = .02) การประยุกต์ใช้ การวิจัยนี้ให้สารสนเทศสำคัญเกี่ยวกับทักษะการทำงานของนักศึกษาไทย ซึ่งช่วยให้ผู้สอนเห็นถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของผู้เรียนในแต่ละทักษะ นอกจากนี้ การศึกษาที่จำแนกตามภูมิหลังและสาขาวิชาของผู้เรียนทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา และความต้องการในการพัฒนาทักษะของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม สารสนเทศดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงหลักสูตรและออกแบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะอย่างตรงตามความต้องการและเป้าหมายมากยิ่งขึ้น บทสรุป โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยนักศึกษาแต่ละกลุ่มสาขาวิชาให้ความสำคัญกับทักษะที่แตกต่างกัน การรับรู้เกี่ยวกับการมีทักษะการทำงานของนักศึกษาเพิ่มขึ้นตามความถี่ของการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในทักษะและความสามารถของตนเองมากขึ้น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นสารสนเทศสำหรับอาจารย์และสถาบันการศึกษาในการออกแบบและปรับปรุงหลักสูตร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต
บทความประชุมวิชาการ ระดับชาติ
The Analysis of Development of Instructional Knowledge of Dissertation in Thailand
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2569 44 9 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : บทความประชุมวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ (1) ศึกษาลักษณะองค์ความรู้ในการจัดการเรียนการสอนที่ได้จากวิทยานิพนธ์ของประเทศไทย และ (2) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบพัฒนาการองค์ความรู้ในการจัดการเรียนการสอนที่ได้จากวิทยานิพนธ์ของประเทศไทยในช่วงปีการศึกษา 2553–2562 แหล่งข้อมูลในการวิจัยนี้คือวิทยานิพนธ์สาขาวิชาหลักสูตรและการสอนของคณะครุศาสตร์และคณะศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งระดับปริญญาเอกและปริญญาโทของประเทศไทยที่เผยแพร่ในฐานข้อมูลช่วงปีการศึกษา 2553–2562 และเป็นวิทยานิพนธ์ภาษาไทยเท่านั้น จำนวนรวมทั้งสิ้น 4,370 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทำเหมืองข้อมูลและการวิเคราะห์บรรณมิติ ผลการวิจัยพบว่า (1) มหาวิทยาลัยทั้งสี่กลุ่มส่วนใหญ่เน้นการวิจัยเชิงทดลอง โดยตัวอย่างวิจัยเป็นครูและนักเรียนที่เป็นผู้เล่นหลักในการเรียนการสอน การออกแบบการวัดส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยทุกกลุ่มเลือกศึกษาตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความคิดเห็น ความพึงพอใจ และเจตคติ แต่ศึกษาตัวแปรทักษะและความสามารถจำนวนน้อยมาก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบที และค่าประสิทธิภาพ E1/E2 อีกทั้งพบการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความมาช่วยอธิบายคำถามวิจัยเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของการออกแบบนวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยทั้งสี่กลุ่มเลือกพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้มากที่สุด และ (2) มหาวิทยาลัยทั้งสี่กลุ่มมีพัฒนาการองค์ความรู้ในการจัดการเรียนการสอนที่สังเกตเห็นได้ไม่โดดเด่นมากเท่าที่ควร ทั้งการออกแบบการวิจัย การออกแบบการวัด การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล และการออกแบบนวัตกรรมทางการศึกษา โดยผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในการเรียนการสอน คือ ครู นักเรียน ผู้บริหาร และนักการศึกษา นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเปิดและมหาวิทยาลัยราชภัฏจะเน้นผู้ได้รับประโยชน์โดยอ้อม เช่น ชุมชนและท้องถิ่น
บทความประชุมวิชาการ ระดับชาติ
Image Processing on the CIFAR-10 Dataset Using Convolutional Neural Networks (CNN)
ผศ.ดร.นิกร กรรณิกากลาง 2569 89 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : บทความประชุมวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.นิกร กรรณิกากลาง
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้(1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของโครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชัน (Convolutional Neural Network: CNN) สำหรับการจำแนกภาพจากชุดข้อมูล CIFAR-10 และ (2) เพื่อ เปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลโครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชัน (CNN) กับเทคนิคพื้นฐาน สำหรับการ จำแนกภาพจากชุดข้อมูล CIFAR-10 โดยวิธีการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรม โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชัน ประกอบด้วย ชั้นคอนโวลูชัน ชั้นพูลลิง และชั้นเชื่อมต่อเต็มรูปแบบ พร้อม ทั้งใช้เทคนิคการปรับปรุงประสิทธิภาพของโมเดล เช่น การใช้ฟังก์ชันกระตุ้น การลดปัญหา overfitting และการ ปรับพารามิเตอร์ของโมเดล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวัดค่าความแม่นยำ (Accuracy) และค่าความสูญเสีย (Loss) ผลการวิจัย พบว่า (1) โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชัน สามารถเรียนรู้คุณลักษณะของภาพจากชุด ข้อมูล CIFAR-10 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ (2) ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ พบว่าโครงข่ายประสาทเทียม แบบคอนโวลูชัน มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยค่าความถูกต้องแม่นยำ เท่ากับ 0.7015 รองลงมา คือ HOG + SVM (Accuracy = 0.6208) และ LBP + k-NN (Accuracy = 0.1012) ตามลำดับ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าโครงข่าย ประสาทเทียมแบบคอนโวลูชัน มีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้กับงานด้านการประมวลผลภาพจริง
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
The Development of Board Game to Enhance Cognitive Perception and Thinking Skills in Older Adults.
ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน 2569 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม 18 0 คณะวิทยาศาสตร์และเทค
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน
งานวิจัยนี้เปนการศึกษาปจจัยและแนวทางในการพัฒนาบอรดเกมเพื่อสงเสริมการรับรูและกระตุนการคิดสําหรับผูสูงอายุรวมไปทั้งผลิตตนแบบบอรดเกมและ นําไปทดลองเลนกับกลุมตัวอยางผูใหขอมูลประกอบดวยผูเชี่ยวชาญ จํานวน 5 คน และกลุมตัวอยาง คือ ผูสูงอายุเพศชายและหญิง อายุ 60 ปขึ้นไป จํานวน 30 คน คัดเลือกดวยวิธีการเจาะจง เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล ไดแก แบบสอบถามประเมินความเหมาะสมของรูปแบบบอรดเกมและแบบสอบถามความพึงพอใจของผูใชผลการวิจัยพบวา ปจจัยสําคัญที่สงผลตอการออกแบบบอรดเกมสําหรับผูสูงอายุ ไดแก การกระตุนสมองและทักษะการคิด ความเพลิดเพลินที่กอใหเกิดความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี การสรางปฏิสัมพันธทางสังคม การเรียนรูสิ่งใหม ตลอดจนการออกแบบบอรดเกมที่เหมาะสมกับสรีระและความปลอดภัย จากการวิเคราะหขอมูลนําไปสูการพัฒนารูปแบบบอรดเกมจํานวน 5 รูปแบบ โดยรูปแบบที่ 3 ชื่อวา “หนอนแยงชิงกันกินใบไม” ไดรับการประเมินความเหมาะสมดวย คะแนนคาเฉลี่ยสูงสุดจากผูเชี่ยวชาญมีความเหมาะอยู ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.20, SD = 0.17) โดยเฉพาะดานการพัฒนาทักษะ การเรียนรู และการสรางปฏิสัมพันธทางสังคม เมื่อผลิตตนแบบบอรดเกมและนําไปทดลองใชเลนจริง พบวากลุมผูสูงอายุมีความพึงพอใจคาเฉลี่ยรวม อยู ในระดับมาก (𝑥̅ = 3.70, SD = 0.81) โดยเฉพาะดานประโยชนที่ ไดรับคะแนนสูงสุด ตามดวยดานการใชงานและความเพลิดเพลิ
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Designing a Mascot for University Sports Event: A Case Study of the 15th Sathorn Games at RMUTK.
ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน 2569 วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอน 20 0 คณะวิทยาศาสตร์และเทค
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลมาสคอตงานกีฬาสาธรเกมส์ครั้งที่ผ่านมา 2) ออกแบบมาสคอตสำหรับงานกีฬาสาธรเกมส์ ครั้งที่ 15 และ 3) ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อต้นแบบมาสคอตสำหรับงานกีฬาสาธรเกมส์ ครั้งที่ 15 เป็นการวิจัยผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสม และแบบสอบถามความพึงพอใจ ในการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 3 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และการวิจัยเชิงปริมาณ ประเมินความเหมาะสมรูปแบบมาสคอตโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ จำนวน 5 คน ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อมาสคอตโดยนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 300 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลระบบออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอในรูปแบบความเรียงบรรยาย ประกอบภาพและตาราง ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบมาสคอตในปัจจุบันมีจุดแข็งคือ มีรูปทรงหลากหลาย สอดคล้องกับงานกีฬา สีสันสะดุดตา จุดอ่อนคือไม่สื่อสารความหมาย จดจำไม่ได้ มีบุคลิกไม่ชัดเจน โอกาส คือใช้ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ อุปสรรคคือ นำไปต่อยอดเป็นของที่ระลึกอย่างอื่นน้อยมาก วัสดุไม่แข็งแรง 2) ผลการออกแบบมาสคอตสำหรับงานกีฬาสาธรเกมส์ ครั้งที่ 15 ได้ออกแบบ จำนวน 5 รูปแบบ ได้แก่ ชื่อ ยักษ์ไทย ต้นสาทร กระรอก น้องเทคนิค และเอเลี่ยน ผลการประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ารูปแบบมาสคอตชื่อว่า “น้องเทคนิค” มีความเหมาะสมมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมทุกด้านในระดับมาก (𝑥̅ = 4.06 , S.D. = 0.21) และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจต่อต้นแบบของกลุ่มตัวอย่าง ในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสวยงาม ง่ายต่อการจดจำ และสามารถนำไปใช้งานได้จริง มีความพึงพอใจระดับมาก (𝑥̅ = 4.44 , S.D. = 0.17)
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q2
Lecture-Based and Project-Based Approaches to Instruction, Classroom Learning Environment, and Deep
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2567 European Journal of Educational Res 37 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2567  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
สถาบันอุดมศึกษาโดยทั่วไปใช้ทั้งการจัดการเรียนการสอนแบบบรรยายและการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าลักษณะใดของสภาพแวดล้อมการจัดการเรียนการสอนแบบบรรยายและแบบโครงงานที่มีส่วนส่งเสริมแนวทางการเรียนรู้แบบเชิงลึก (deep approach) และแนวทางการเรียนรู้แบบผิวเผิน (surface approach) ของนักศึกษา ผู้วิจัยเก็บรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลจากแบบสำรวจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เรียนรายวิชาวิศวกรรมโยธา โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบบรรยาย จำนวน 181 คน และกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน จำนวน 142 คน การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยควบคุมอิทธิพลของการมุ่งเป้าหมายด้านแรงจูงใจของนักศึกษา ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ทางบวกระหว่างการเรียนรู้เชิงลึกกับระดับของวัฒนธรรมการสืบเสาะหาความรู้และการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในชั้นเรียนที่ใช้การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน นอกจากนี้ ระดับการมุ่งเน้นงานที่สูงขึ้นในชั้นเรียนแบบโครงงานมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับแนวทางการเรียนรู้แบบผิวเผิน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการสืบเสาะหาความรู้และการมีส่วนร่วมต่อแนวทางการเรียนรู้ของนักศึกษา รวมถึงนัยต่อการออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานและแบบบรรยาย
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
The Study of Local Identity for Brand Design for Image-Building towards Consumer Acknowledgement : A
ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน 2567 วารสารปาริชาต 14 0 คณะวิทยาศาสตร์และเทค
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2567  |  เจ้าของผลงาน : ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์อัตลักษณ์ตำบลบางนางลี่ 2) เพื่อถอดอัตลักษณ์ ตำบลบางนางลี่ประยุกต์ใช้ในการออกแบบตราสินค้า 3) เพื่อวิเคราะห์การรับรู้ภาพลักษณ์ของตราสินค้าผลิตภัณฑ์ ตำบลบางนางลี่ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยว จำนวน 306 คน ผู้ให้ข้อมูลหลัก เกี่ยวกับการวิจัย จำนวน 31 คน เลือกพื้นที่แบบเจาะจง เครื่องมือใช้เก็บข้อมูลได้แก่ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม แบบประเมิน และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลวิจัยเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่และร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) อัตลักษณ์ท้องถิ่นของตำบลบางนางลี่ในด้านอัตลักษณ์รูปธรรมที่จับต้องได้ คือลักษณะทางกายภาพที่เป็นจุดเด่นของ พื้นที่ และอัตลักษณ์นามธรรมที่จับต้องไม่ได้คือภูมิปัญญาชุมชน คติความเชื่อ ความศรัทธา กิจกรรมทางสังคม และประเพณีวัฒนธรรม ก่อตัวจนเกิดความผูกพันและมีความทรงจำร่วมกัน 2) ผลการถอดอัตลักษณ์ ตำบลบางนางลี่ประยุกต์ใช้ในการออกแบบตราสินค้า ได้ภาพสัญลักษณ์ทางองค์ประกอบศิลปะจากอัตลักษณ์รูปธรรมและอัตลักษณ์นามธรรม แบ่งเป็นกลุ่มโทนสี กลุ่มรูปร่าง กลุ่มพื้นผิว และกลุ่มตัวอักษร จึงนำมาออกแบบตราสินค้าใช้ชื่อว่า “นางลี่” และผลประเมินรูปแบบตราสินค้ามีความเหมาะสมโดยรวมในระดับมาก และ 3) ผลการวิเคราะห์การรับรู้ภาพลักษณ์ตราสินค้าของผู้บริโภค พบว่าโดยรวมอยู่ในระดับมาก
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Emotional Design: Direction for Application of Idea to Design of Equipment for Keeping Dining Utensi
ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน 2567 วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอน 12 0 คณะวิทยาศาสตร์และเทค
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2567  |  เจ้าของผลงาน : ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบอุปกรณ์จัดเก็บเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร จากการประยุกต์ใช้แนวคิดการออกแบบเชิงเร้าอารมณ์ และ 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจต้นแบบอุปกรณ์จัดเก็บเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม จำนวน 2 ชุด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภค จำนวน 100 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจงผ่านระบบออนไลน์ สถิติในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1) ผลการออกแบบอุปกรณ์จัดเก็บเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ประยุกต์ใช้ความสัมพันธ์ของแนวคิดการออกแบบเชิงเร้าอารมณ์ (ระดับสัญชาตญาณ ระดับพฤติกรรม ระดับการไตร่ตรอง) ที่ส่งผลต่อแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ (รูปลักษณ์ภายนอก เรียนรู้การใช้งาน เรื่องราวหรือความหมาย) เพื่อคาดการณ์การตอบสนองของผู้บริโภค (สะดุดตา สะดวกสบาย สะท้อนภาพลักษณ์หรือสื่อสารตัวตน) รวมทั้งประยุกต์ใช้ผังทางความคิดในการพัฒนารูปแบบอุปกรณ์ เกิดเป็นแนวคิด “รักและห่วงใย” แรงบันดาลใจจากการเลียนแบบท่าทางและพฤติกรรมของคน ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกที่แสดงถึงความรักผ่านการจับมือ การโอบกอด จากนั้นออกแบบและผลิตเป็นต้นแบบอุปกรณ์ จำนวน 3 รูปแบบ ซึ่งต้นแบบอุปกรณ์ที่มีผลรวมมากที่สุด คือ รูปแบบที่ 2 มีความเหมาะสมในระดับมาก (𝑥̅ = 4.24, S.D. = 0.55) 2) ผลการประเมินความพึงพอใจต้นแบบอุปกรณ์จากกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ผลรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.15, S.D. = 0.67) โดยด้านอารมณ์ความรู้สึก มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.10, S.D. = 0.68) และด้านการออกแบบ มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.20, S.D. = 0.66) ซึ่งด้านอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้บริโภคพึงพอใจมากที่สุด คือ ให้ความรู้สึกดึงดูดใจและสะดุดตาเมื่อพบเห็นครั้งแรก มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.40, S.D. = 0.60) และด้านการออกแบบที่ผู้บริโภคพึงพอใจมากที่สุด คือ มีความแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง มีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̅ = 4.37, S.D. = 0.63) จากผลการประเมิน ต้นแบบอุปกรณ์สามารถกระตุ้นความรู้สึกของผู้บริโภคผ่านการมองเห็นรูปทรงภายนอกได้ ซึ่งสามารถสะท้อนการรับรู้ในระดับสัญชาตญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้เกิดการรับรู้ในระดับพฤติกรรมและระดับการไตร่ตรองต่อไป