พบ 6 รายการ (ค้นหา: "มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี")
บทความประชุมวิชาการ ระดับชาติ
Development of an Online Maintenance Request and Repair Status Tracking System
ผศ.สุรเทพ แป้นเกิด 2569 1,145 21 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : บทความประชุมวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.สุรเทพ แป้นเกิด
โครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ แบบประเมินประสิทธิภาพการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และแบบประเมินความพึงพอใจระบบแจ้งซ่อมออนไลน์ โดยผู้ใช้งาน จำนวน 27 ท่าน (อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรซ่อมบำรุงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผลการประเมินประสิทธิภาพการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมและติดตามการซ่อมออนไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ อยู่ในระดับมาก (x = 4.40, S.D. = 0.74) และด้านความพึงพอใจของผู้ใช้งาน อยู่ในระดับมากที่สุด (x = 4.51, S.D. = 0.62)
วารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q4
A Study of Work Skills of Thai Students in the Digital Transformation Era
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2569 Journal of Arts and Thai Studies 63 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
ที่มาและวัตถุประสงค์ เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้ กระบวนการทำงาน และวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและดิจิทัล นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมีทักษะที่พร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบโมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จำแนกตามประเภทของสาขาวิชา และ 2) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้และระดับความต้องการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษา วิธีการศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3, 4 และ 5 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 822 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และส่วนที่ 2 แบบสอบถามทักษะการทำงาน จำนวน 87 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 5 ระดับ โดยทักษะการทำงานประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก และ 28 องค์ประกอบย่อย เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ และตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองและการทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของการวัด โดยใช้โปรแกรม Mplus 8.0 รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณโดยใช้โปรแกรม SPSS ผลการศึกษา 1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Δχ²(252, N = 822) = 25.86, p = .00, RMSEA = .04, SRMR = .03, CFI = .98) ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของการวัดใน 4 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ การศึกษา และการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ พบว่า โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีความแตกต่างกันตามกลุ่มสาขาวิชา โดยกลุ่มการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ให้ความสำคัญกับการคิดเชิงวิพากษ์มากกว่ากลุ่มอื่น โดยองค์ประกอบด้านการคิดอย่างเป็นระบบและการคิดวิเคราะห์มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Δχ²(2–1) = 39.99; df(2–1) = 23) 2. ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการในการเรียนรู้ของนักศึกษา พบว่า แม้จะอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นักศึกษายังคง 1) ต้องการการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ร้อยละ 68.51 2) ชอบการเรียนรู้อย่างอิสระและการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ร้อยละ 51.14 และ 3) ต้องการพัฒนาทักษะการทำงานโดยบูรณาการเข้ากับรายวิชาที่ศึกษา ร้อยละ 51.54 นอกจากนี้ ความมั่นใจในการมีทักษะการทำงานเพิ่มขึ้นตามความถี่ในการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากขึ้น (F(24, 2347) = 1.73, p = .02, Pillai’s Trace = .50, partial η² = .02) การประยุกต์ใช้ การวิจัยนี้ให้สารสนเทศสำคัญเกี่ยวกับทักษะการทำงานของนักศึกษาไทย ซึ่งช่วยให้ผู้สอนเห็นถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของผู้เรียนในแต่ละทักษะ นอกจากนี้ การศึกษาที่จำแนกตามภูมิหลังและสาขาวิชาของผู้เรียนทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา และความต้องการในการพัฒนาทักษะของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม สารสนเทศดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงหลักสูตรและออกแบบการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะอย่างตรงตามความต้องการและเป้าหมายมากยิ่งขึ้น บทสรุป โมเดลการวัดทักษะการทำงานสำหรับนักศึกษาไทยในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะการสื่อสาร ทักษะการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะการปรับตัว การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยนักศึกษาแต่ละกลุ่มสาขาวิชาให้ความสำคัญกับทักษะที่แตกต่างกัน การรับรู้เกี่ยวกับการมีทักษะการทำงานของนักศึกษาเพิ่มขึ้นตามความถี่ของการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ยิ่งนักศึกษาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องมากขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจในทักษะและความสามารถของตนเองมากขึ้น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นสารสนเทศสำหรับอาจารย์และสถาบันการศึกษาในการออกแบบและปรับปรุงหลักสูตร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
The Causal Influence of Rule of Law-Based Administration and Legal Rights Protection Behavior on the
อ.เปรมศรี จันทร์มณี 2569 Journal of Spatial Development and 67 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : อ.เปรมศรี จันทร์มณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลเชิงสาเหตุระหว่างการบริหารงานตามหลักนิติรัฐและพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิทางกฎหมาย ที่ส่งผลต่อการยอมรับอำนาจปกครองและภาพลักษณ์องค์กรของบุคลากรในกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณประชากรการวิจัยครั้งนี้ คือ พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ ผ่านการสุ่มแบบเจาะจง และสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จำนวน 195 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับมีค่าความเชื่อมั่นสูงกว่า 0.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานตามหลักนิติรัฐ ซึ่งประกอบด้วยการใช้อำนาจตามขอบเขตกฎหมาย การคุ้มครองความยุติธรรมทางวิธีพิจารณา ความโปร่งใส และการคุ้มครองสิทธิ ส่งอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิทางกฎหมายทั้ง 3 มิติ คือ การใช้สิทธิอุทธรณ์และร้องทุกข์ การใช้สิทธิโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน และการแสวงหาข้อมูลข่าวสารเพื่อปกป้องสิทธิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 นอกจากนี้ พฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านที่สำคัญซึ่งส่งอิทธิพลต่อไปยังการยอมรับอำนาจทางปกครองโดยสมัครใจและภาพลักษณ์องค์กรด้านนิติรัฐ สรุปได้ว่าเมื่อมหาวิทยาลัยมีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและชอบด้วยกฎหมาย จะสร้างความเชื่อมั่นให้บุคลากรกล้าพิทักษ์สิทธิของตนเองอย่างถูกต้อง นำไปสู่การยอมรับในอำนาจบริหารจัดการด้วยความเต็มใจและเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Designing a Mascot for University Sports Event: A Case Study of the 15th Sathorn Games at RMUTK.
ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน 2569 วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอน 23 0 คณะวิทยาศาสตร์และเทค
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ดร.เสน่ห์ สำเภาเงิน
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลมาสคอตงานกีฬาสาธรเกมส์ครั้งที่ผ่านมา 2) ออกแบบมาสคอตสำหรับงานกีฬาสาธรเกมส์ ครั้งที่ 15 และ 3) ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อต้นแบบมาสคอตสำหรับงานกีฬาสาธรเกมส์ ครั้งที่ 15 เป็นการวิจัยผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสม และแบบสอบถามความพึงพอใจ ในการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 3 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และการวิจัยเชิงปริมาณ ประเมินความเหมาะสมรูปแบบมาสคอตโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ จำนวน 5 คน ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อมาสคอตโดยนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 300 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลระบบออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอในรูปแบบความเรียงบรรยาย ประกอบภาพและตาราง ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบมาสคอตในปัจจุบันมีจุดแข็งคือ มีรูปทรงหลากหลาย สอดคล้องกับงานกีฬา สีสันสะดุดตา จุดอ่อนคือไม่สื่อสารความหมาย จดจำไม่ได้ มีบุคลิกไม่ชัดเจน โอกาส คือใช้ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ อุปสรรคคือ นำไปต่อยอดเป็นของที่ระลึกอย่างอื่นน้อยมาก วัสดุไม่แข็งแรง 2) ผลการออกแบบมาสคอตสำหรับงานกีฬาสาธรเกมส์ ครั้งที่ 15 ได้ออกแบบ จำนวน 5 รูปแบบ ได้แก่ ชื่อ ยักษ์ไทย ต้นสาทร กระรอก น้องเทคนิค และเอเลี่ยน ผลการประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ารูปแบบมาสคอตชื่อว่า “น้องเทคนิค” มีความเหมาะสมมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมทุกด้านในระดับมาก (𝑥̅ = 4.06 , S.D. = 0.21) และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจต่อต้นแบบของกลุ่มตัวอย่าง ในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสวยงาม ง่ายต่อการจดจำ และสามารถนำไปใช้งานได้จริง มีความพึงพอใจระดับมาก (𝑥̅ = 4.44 , S.D. = 0.17)
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
A Development of the Goal Setting Formative Questionnaire: Thai Version
ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ 2567 Journal of Rangsit University: Teac 19 0 คณะครุศาสตร์อุตสาหกร
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2567  |  เจ้าของผลงาน : ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวัดการตั้งเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้ ฉบับภาษาไทย สำหรับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เครื่องมือวัดได้พัฒนาจากต้นฉบับของ Gaumer Erickson และ Noonan (2018) ซึ่งเป็นแบบสอบถามชนิดที่ทำโดยผู้ตอบแบบสอบถามเอง (Self-reported) มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 19 ข้อคำถาม แบ่งข้อคำถามออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีคุณค่าและความหมาย ด้านการมุ่งมั่นกับการพัฒนาตนเอง ไม่เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น และด้านการอ้างอิงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวัดแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ 1) การพัฒนาเครื่องมือวัดการตั้งเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้ ฉบับภาษาไทย โดยใช้เทคนิคการแปลย้อนกลับ (Backward translation) ข้อคำถามได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเทียบข้อคำถามต้นฉบับ พร้อมทั้งปรับปรุงตามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน และเมื่อทำการแปลย้อนกลับ พบว่าเครื่องมือชุดที่แปลย้อนกลับมีภาษาและเนื้อหาคงเดิมจากเครื่องมือวิจัยชุดต้นฉบับ และ 2) การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวัดการตั้งเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้ ฉบับภาษาไทย โดยพิจารณาความตรงด้วยความตรงตามโครงสร้าง และตรวจสอบความเที่ยงด้วยความเที่ยงแบบสอดคล้องภายใน ดำเนินการเก็บข้อมูลในนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 118 คน ผลการตรวจสอบความตรงตามโครงสร้าง พบว่า โมเดลการตั้งเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้สอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square = 1.28; df=1; p=0.26; CFI=0.99; TLI=0.97; SRMR= 0.01; RMSEA= 0.05) สะท้อนให้เห็นว่า เครื่องมือวัดมีความตรงตามโครงสร้าง นอกจากนั้น ผลการตรวจสอบความเที่ยงประเภทความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.81-0.86 จากหลักฐานการสนับสนุนที่กล่าวมาช่วยสะท้อนให้เห็นว่าเครื่องมือวัดการตั้งเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้ ฉบับภาษาไทย มีคุณภาพเหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์แก่นักศึกษาไทยต่อไป
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Factors Affecting Debt Incurring in the Next Normal Situation of Faculty of Business Administration
ผศ.พิทักษ์ ทบจันทร์ 2566 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหา 180 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2566  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.พิทักษ์ ทบจันทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการก่อหนี้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในสถานการณ์ชีวิตวิถีถัดไปของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เพื่อศึกษาลักษณะพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่ก่อหนี้ จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในสถานการณ์ชีวิตวิถีถัดไป และเพื่อศึกษาปัญหาของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพที่ก่อหนี้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในสถานการณ์ชีวิตวิถีถัดไป โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1-4 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพที่กู้ยืมเงินจากกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านเรียบร้อยแล้ว จำนวน 194 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามโดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ชั้นปีที่แตกต่างกันมีผลต่อการก่อหนี้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 สาขาวิชาที่แตกต่างกันมีผลต่อการก่อหนี้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ส่วนปัจจัยทางเศรษฐกิจ พบว่าไม่ส่งผล ต่อการก่อหนี้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา สำหรับปัจจัยลักษณะพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักศึกษา พบว่า ความต้องการถือเงินเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน (ค่ารักษาพยาบาล) ที่แตกต่างกันมีผลต่อการก่อหนี้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ความคิดเห็นต่อสภาพปัญหาของนักศึกษาที่ก่อหนี้ในสถานการณ์ชีวิตวิถีถัดไป พบว่า ค่าใช้จ่ายต่อเดือนไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย และชั่วโมงจิตอาสามีจำนวนมาก