พบ 7 รายการ (ค้นหา: "ครัวเรือนไทย")
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
ECONOMIC AND SOCIAL FACTORS AFFECTING THE PURCHASE OF LIFE INSURANCE AMONG THAI HOUSEHOLDS
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2569 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราช 48 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือที่ส าคัญในการวางแผนทางการเงินระยะยาว ใช้ในการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้ผู้เอาประกันรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการท าประกันชีวิตของครัวเรือนไทย ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามาจากการส ารวจเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี พ.ศ. 2566 โดยส านักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมของครัวเรือนไทยในช่วงเวลาปัจจุบันการวิเคราะห์ใช้แบบจ าลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระคือ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนกับตัวแปรตามคือ การตัดสินใจซื้อประกันชีวิต (1 = ซื้อ, 0 = ไม่ซื้อ) นอกจากนี้ ได้มีการตรวจสอบปัญหาความสัมพันธ์ของตัวแปร (Multicollinearity) และใช้ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานแบบปรับปรุง (Heteroskedasticity-Robust Standard Errors) เพื่อให้การประมาณค่ามีความถูกต้องผลการศึกษาพบว่า หัวหน้าครัวเรือนที่เป็นเพศชายมีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตน้อยกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ หัวหน้าครัวเรือนที่มีสถานภาพสมรส และหม้าย หย่าหรือแยกกันอยู่มีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตมากกว่าหัวหน้าครัวเรือนที่มีสถานภาพโสดอย่างมีนัยส าคัญ หัวหน้าครัวเรือนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตมากกว่าผู้ที่มีการศึกษาต่ ากว่า ในขณะที่ครัวเรือนที่มีเด็กอายุต่ ากว่า 15 ปี มีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตมากขึ้น ส่วนครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปกลับมีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตน้อยลง นอกจากนี้ ครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูง มีมูลค่าสินทรัพย์มาก และมีภาระหนี้สินมาก มีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตสูงขึ้นครัวเรือนที่อาศัยในเขตเทศบาลมีแนวโน้มในการท าประกันชีวิตมากกว่าครัวเรือนที่อยู่นอกเขตเทศบาลจากผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมมีบทบาทส าคัญต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตของครัวเรือนไทย การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของประกันชีวิตโดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย หรือไม่มีการศึกษาสูง อาจช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้กว้างขวางขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐและบริษัทประกันควรออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มประชากรต่างๆ เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของระบบประกันชีวิตและสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับครัวเรือนไทยในระยะยาว
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Dynamics of Income, Expenditure, and Savings of Thai Households During 2011-2019
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2569 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 44 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย ระหว่างภูมิภาค และเขตที่อยู่อาศัยเมือง-ชนบท ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง ผลการวิจัยพบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีรายได้มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยของรายได้เท่ากับ 47,609 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ครัวเรือนทั้งประเทศซึ่งมีค่าเท่ากับ 25,258 บาท ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 35.81 สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับ การอุปโภคบริโภค มีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.82 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 32.89 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีเงินออมเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 13,988 บาท ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองและชนบทยังมีความแตกต่างกันในทุกมิติทั้งรายได้ รายจ่าย และเงินออม ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว
บทความประชุมวิชาการ ระดับชาติ
Economic and Social Factors Affecting Expenditure of Thai Households
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2568 26 3 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : บทความประชุมวิชาการ  |  ปี : 2568  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
xxx
xxx
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Economic and Social Factors Affecting the Savings Rate of Thai Households after the COVID-19 Crisis
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2567 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราช 30 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2567  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
หลังสถานการณ์โควิด 19 สถิติการออมเงินของคนไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เป็นที่น่ากังวลต่อการดํารงชีพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือน รวมถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว การศึกษาในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่ออัตราการออมของครัวเรือนไทยหลังวิกฤตโควิด 19 ใช้ข้อมูลจากการสํารวจทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี พ.ศ. 2566 จํานวน 46,090ครัวเรือน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สมการถดถอยพหุคูณแบบค่าเฉลี่ยและควอนไทล์รีเกรสชั่นณ ระดับ0.25 และ 0.75 เพื่อคํานวณผลกระทบของปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนที่มีผลต่ออัตราการออมของครัวเรือนที่มีระดับต่ํากว่าและสูงกว่าค่าเฉลี่ย ตามลําดับ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการออมของครัวเรือนในทุกกลุ่มอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ได้แก่ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน และจํานวนสมาชิกในครัวเรือนที่ทํางานหารายได้ ส่งผลในทางบวกต่ออัตราการออมของครัวเรือน ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน และจํานวนเด็กอายุต่ํากว่า 15 ปี ในครัวเรือนส่งผลในทางลบต่ออัตราการออมของครัวเรือน ดังนั้น ภาครัฐควรมีนโยบายส่งเสริมให้มีความรู้ทางการเงิน การบริหารจัดการเงิน มีนโยบายในการเพิ่มการจ้างงานหาแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน มีมาตรการช่วยลดรายจ่ายของครัวเรือน และมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากการมีบุตร เพื่อช่วยให้ครัวเรือนมีศักยภาพในการออมได้เพิ่มขึ้น
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Socio-Economics Factors Affecting Thailand’s Household Debt-to-Income Ratio
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2567 วารสารมนุษยสังคมสาร คณะมนุษยศาสตร์แ 33 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2567  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
การศึกษาในครั้งนี้เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนไทย และศึกษาผลกระทบของปัจจัยกำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนที่มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนต่ำกว่าและสูงกว่าระดับเฉลี่ยตามลำดับ โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สมการถดถอยแบบค่าเฉลี่ยและควอนไทส์รีเกรสชั่น ณ ระดับ 0.25 และ 0.75 ผลการศึกษาพบว่า ระดับการศึกษาสูงสุดของหัวหน้าครัวเรือน สถานภาพการทำงานของหัวหน้าครัวเรือน จำนวนสมาชิกในครัวเรือน รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน และเงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน เป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนในทุกระดับ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับครัวเรือน รวมถึงการนำสัดส่วนการผ่อนชำระต่อรายได้มาใช้เป็นเกณฑ์ในการก่อหนี้ใหม่ จะช่วยลดการก่อหนี้เกินตัว และช่วยให้ลูกหนี้มีรายได้หลังชำระหนี้เพียงพอต่อการดำรงชีพ
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Factors Affecting Household Debt in Thailand
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2567 Economics and Business Administrati 24 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2567  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่ส าคัญ เนื่องจากเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของครัวเรือน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การก่อหนี้ของครัวเรือนไทย และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการก่อหนี้ของครัวเรือนไทย โดยใช้ข้อมูลการส ารวจทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี พ.ศ. 2562 จ านวน 45,586 ครัวเรือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจ าลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ร้อยละ 7.52 มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดช าระหนี้ เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการก่อหนี้ของครัวเรือนไทยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวโน้มในการเป็นหนี้ของครัวเรือน ได้แก่ เพศ เขตที่อยู่อาศัย อายุ สถานภาพสมรส จ านวนสมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุต่ ากว่า 15 ปี จ านวนสมาชิกผู้พิการในครัวเรือน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน การออม การเป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน และสถานะการท างาน โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหา คือ ควรให้ความส าคัญกับการให้ความรู้ทางการเงิน การมีเงินออมส ารองเผื่อเหตุฉุกเฉินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน มีนโยบายช่วยเหลือทางการเงินแก่ครัวเรือนที่มีผู้พึ่งพิงหรือต้องอุปการะผู้พึ่งพิง ส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว และเร่งลดสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน
รายงานวิจัย ภายในสถาบัน
Consumption Behavior, Debt, The risk of debt in Thai households
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2565 26 3 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : รายงานวิจัย  |  ปี : 2565  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภค การใช้จ่าย การออม และการเป็นหนี้ครัวเรือนไทย และ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเป็นหนี้ของครัวเรือนไทย ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง และสถิติเชิงอนุมาน ใช้แบบจำลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) ผลการศึกษาด้วยสถิติเชิงพรรณนา พบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับการศึกษาด้วยสถิติเชิงอนุมานโดยใช้แบบจำลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ร้อยละ 7.52 มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการก่อหนี้ของครัวเรือนไทยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวโน้มในการเป็นหนี้ของครัวเรือน ได้แก่ เพศ เขตที่อยู่อาศัย อายุ สถานภาพสมรส จำนวนสมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวนสมาชิกผู้พิการในครัวเรือน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน การออม การเป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน และสถานะการทำงาน โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหา คือ ควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ทางการเงิน การมีเงินออมสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน มีนโยบายช่วยเหลือทางการเงินแก่ครัวเรือนที่มีผู้พึ่งพิงหรือต้องอุปการะผู้พึ่งพิง ส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว และเร่งลดสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน