พบ 7 รายการ (ค้นหา: "รายจ่าย")
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Dynamics of Income, Expenditure, and Savings of Thai Households During 2011-2019
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2569 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 44 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2569  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย ระหว่างภูมิภาค และเขตที่อยู่อาศัยเมือง-ชนบท ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง ผลการวิจัยพบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีรายได้มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยของรายได้เท่ากับ 47,609 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ครัวเรือนทั้งประเทศซึ่งมีค่าเท่ากับ 25,258 บาท ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 35.81 สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับ การอุปโภคบริโภค มีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.82 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 32.89 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีเงินออมเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 13,988 บาท ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองและชนบทยังมีความแตกต่างกันในทุกมิติทั้งรายได้ รายจ่าย และเงินออม ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Economic and Social Factors Affecting the Savings Rate of Thai Households after the COVID-19 Crisis
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2567 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราช 30 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2567  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
หลังสถานการณ์โควิด 19 สถิติการออมเงินของคนไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เป็นที่น่ากังวลต่อการดํารงชีพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือน รวมถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว การศึกษาในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่ออัตราการออมของครัวเรือนไทยหลังวิกฤตโควิด 19 ใช้ข้อมูลจากการสํารวจทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี พ.ศ. 2566 จํานวน 46,090ครัวเรือน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สมการถดถอยพหุคูณแบบค่าเฉลี่ยและควอนไทล์รีเกรสชั่นณ ระดับ0.25 และ 0.75 เพื่อคํานวณผลกระทบของปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนที่มีผลต่ออัตราการออมของครัวเรือนที่มีระดับต่ํากว่าและสูงกว่าค่าเฉลี่ย ตามลําดับ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการออมของครัวเรือนในทุกกลุ่มอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ได้แก่ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน และจํานวนสมาชิกในครัวเรือนที่ทํางานหารายได้ ส่งผลในทางบวกต่ออัตราการออมของครัวเรือน ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน และจํานวนเด็กอายุต่ํากว่า 15 ปี ในครัวเรือนส่งผลในทางลบต่ออัตราการออมของครัวเรือน ดังนั้น ภาครัฐควรมีนโยบายส่งเสริมให้มีความรู้ทางการเงิน การบริหารจัดการเงิน มีนโยบายในการเพิ่มการจ้างงานหาแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน มีมาตรการช่วยลดรายจ่ายของครัวเรือน และมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากการมีบุตร เพื่อช่วยให้ครัวเรือนมีศักยภาพในการออมได้เพิ่มขึ้น
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Socio-Economics Factors Affecting Thailand’s Household Debt-to-Income Ratio
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2567 วารสารมนุษยสังคมสาร คณะมนุษยศาสตร์แ 33 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2567  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
การศึกษาในครั้งนี้เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนไทย และศึกษาผลกระทบของปัจจัยกำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนที่มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนต่ำกว่าและสูงกว่าระดับเฉลี่ยตามลำดับ โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สมการถดถอยแบบค่าเฉลี่ยและควอนไทส์รีเกรสชั่น ณ ระดับ 0.25 และ 0.75 ผลการศึกษาพบว่า ระดับการศึกษาสูงสุดของหัวหน้าครัวเรือน สถานภาพการทำงานของหัวหน้าครัวเรือน จำนวนสมาชิกในครัวเรือน รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน และเงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน เป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนในทุกระดับ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับครัวเรือน รวมถึงการนำสัดส่วนการผ่อนชำระต่อรายได้มาใช้เป็นเกณฑ์ในการก่อหนี้ใหม่ จะช่วยลดการก่อหนี้เกินตัว และช่วยให้ลูกหนี้มีรายได้หลังชำระหนี้เพียงพอต่อการดำรงชีพ
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Factor Affecting Sufficient Savings of Households in Bangkok Area and Perimeters
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2566 วารสารการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยา 27 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2566  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการออมของครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการออมของครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และ สมุทรสาคร ทำการเก็บแบบสอบถามจำนวน 400 ครัวเรือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบจำลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบเรียงลำดับ (Ordered Logistic Regression) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออมของครัวเรือนได้แก่ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน จำนวนสมาชิกในครัวเรือนที่พึ่งพิง ประกอบด้วย เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้พิการ และจำนวนหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น แนวทางการเพิ่มความสามารถในการออมของครัวเรือน ควรส่งเสริมให้ครัวเรือนนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเก็บออมและสร้างวินัยในการออม และภาครัฐควรมีมาตรการทางด้านการคลังเพื่อช่วยลดรายจ่ายของครัวเรือนในการดูแลสมาชิกในครัวเรือนที่เป็นผู้พึ่งพิงเพื่อเพิ่มความสามารถในการออมให้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อลดปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน
วารสารวิชาการ ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Adaptation of Property Valuation Business Affected by the COVID-19 Outbreak
ผศ.ภานุพงศ์ นิลตะโก 2565 Research and Development Institutio 860 0 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : วารสารวิชาการ  |  ปี : 2565  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ภานุพงศ์ นิลตะโก
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจการประเมินราคาทรัพย์สิน 2) ศึกษาวิธีแก้ไขและมาตรการปรับตัวของธุรกิจการประเมินราคาทรัพย์สินในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 3) เสนอแนะวิธีแก้ไขและมาตรการปรับตัวของธุรกิจการประเมินราคาทรัพย์สินในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือกลุ่มบริษัทประเมินราคาทรัพย์สินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งหมด 79 บริษัท โดยผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง คำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้สูตร Taro Yamane กำหนดค่าความคลาดเคลื่อนที่ 0.1 นำไปสู่การเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบริษัทประเมินราคาทรัพย์สิน 45 บริษัท ซึ่งแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บริหาร 1 คน/บริษัท 2) พนักงานประเมินราคาทรัพย์สิน 1 คน/บริษัท ซึ่งเป็นการใช้วิธีการวิจัยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง โดยวิเคราะห์เพื่อสรุปผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ จากผลการวิจัยบริษัทประเมินราคาทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบมีการแก้ปัญหาดังนี้ ควรปรับวิถีการทำงานโดยให้บุคลากรทำงานที่บ้านมากกว่าทำงานที่บริษัทหรือปรับลดเงินเดือนพนักงานเพื่อไม่ให้รายจ่ายของบริษัทสูงเกินกว่ารายได้จนเกิดความจำเป็น และควรปรับลดค่าบริการของงานเพื่อให้ปริมาณงานคงที่แต่รายได้อาจลดลง โดยแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการประเมินราคาทรัพย์สินควรดำเนินการดังนี้ 1) เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่อาจไปรับข้อมูลโดยตรงไม่ได้ควรต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็นการรับข้อมูลแบบทางออนไลน์แทน 2) เมื่อไม่สามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ควรต้องมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนลงพื้นที่เพื่อไม่ให้เกิดการเดินทางที่ไม่จำเป็นต้องแจ้งผู้ว่าจ้างในเรื่องที่ไม่สามารถเข้าไปยังพื้นที่ที่ไม่อนุญาตให้เข้าได้ ทางบริษัทจึงต้องชะลองานไว้เนื่องจากไม่สามารถทำได้โดยทันทีต้องติดต่อบุคคลที่มีความสามารถที่อยู่ในพื้นที่ตรวจสอบแทน 3) เมื่อไม่สามารถตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ได้ควรต้องแจ้งไปยังผู้ว่าจ้างและสถาบันการเงินในเรื่องที่ไม่สามารถตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ได้ โดยอาจชะลอการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ หรืออ้างอิงจากเอกสารจากผู้ว่าจ้างในกรณีที่สามารถรับความเสี่ยงได้ 4) เมื่อเกิดการส่งงานล่าช้าควรแจ้งไปยังผู้ว่าจ้างให้เกิดความเข้าใจว่าในสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถส่งงานได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดได้
รายงานวิจัย ภายในสถาบัน
Consumption Behavior, Debt, The risk of debt in Thai households
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2565 26 3 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : รายงานวิจัย  |  ปี : 2565  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภค การใช้จ่าย การออม และการเป็นหนี้ครัวเรือนไทย และ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเป็นหนี้ของครัวเรือนไทย ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง และสถิติเชิงอนุมาน ใช้แบบจำลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) ผลการศึกษาด้วยสถิติเชิงพรรณนา พบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับการศึกษาด้วยสถิติเชิงอนุมานโดยใช้แบบจำลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ร้อยละ 7.52 มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการก่อหนี้ของครัวเรือนไทยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวโน้มในการเป็นหนี้ของครัวเรือน ได้แก่ เพศ เขตที่อยู่อาศัย อายุ สถานภาพสมรส จำนวนสมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวนสมาชิกผู้พิการในครัวเรือน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน การออม การเป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน และสถานะการทำงาน โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหา คือ ควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ทางการเงิน การมีเงินออมสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน มีนโยบายช่วยเหลือทางการเงินแก่ครัวเรือนที่มีผู้พึ่งพิงหรือต้องอุปการะผู้พึ่งพิง ส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว และเร่งลดสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน
รายงานวิจัย ภายในสถาบัน
APPROACH TO SUFFICIENT SAVINGS OF HOUSEHOLDS IN BANGKOK AREA AND PERIMETERS
ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ 2562 26 3 คณะบริหารธุรกิจ
Collection : รายงานวิจัย  |  ปี : 2562  |  เจ้าของผลงาน : ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการออมของครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการออมของครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างเป็นหัวหน้าครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบลำดับ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 41 – 50 ปี มีสถานภาพโสด ส่วนใหญ่มีบุตรจำนวน 1 – 2 คน มีสมาชิกในครัวเรือน 3 - 4 คน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพส่วนใหญ่ของหัวหน้าครัวเรือนเป็นพนักงานหรือลูกจ้างบริษัทเอกชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน 25,000 – 49,999 บาท รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนน้อยกว่า 25,000 บาท ครัวเรือนส่วนใหญ่มีหนี้สิน จำนวนหนี้สินของครัวเรือนน้อยกว่า 500,000 บาท ส่วนใหญ่กู้ยืมเพื่อซื้อที่ดิน/ที่อยู่อาศัย เป็นการกู้ยืมในระบบ ส่วนใหญ่มีบ้านเป็นของตนเองไม่ต้องผ่อนชำระ มีช่องทางการรับรู้ข่าวสารด้านการออมและการลงทุนมาจากอินเตอร์เนต/โซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในการออมเพื่อเหตุฉุกเฉิน ครัวเรือนส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานทางการเงินอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงมากกว่าด้านอื่น และครัวเรือนส่วนใหญ่มีสัดส่วนการออมต่อรายได้มากกว่าร้อยละ 20 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออมของครัวเรือนได้แก่ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน จำนวนสมาชิกในครัวเรือนที่พึ่งพิง ประกอบด้วย เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้พิการ และจำนวนหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น แนวทางการเพิ่มความสามารถในการออมของครัวเรือน ควรส่งเสริมให้ครัวเรือนนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเก็บออมและสร้างวินัยในการออม และภาครัฐควรมีมาตรการทางด้านการคลังเพื่อช่วยลดรายจ่ายของครัวเรือนในการดูแลสมาชิกในครัวเรือนที่เป็นผู้พึ่งพิงเพื่อเพิ่มความสามารถในการออมให้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อลดปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน