คอลเล็กชัน (Collections)
พบ 3 รายการ
(ค้นหา: "ภูมิภาค")
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Dynamics of Income, Expenditure, and Savings of Thai Households During 2011-2019
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย ระหว่างภูมิภาค และเขตที่อยู่อาศัยเมือง-ชนบท ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง
ผลการวิจัยพบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีรายได้มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยของรายได้เท่ากับ 47,609 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ครัวเรือนทั้งประเทศซึ่งมีค่าเท่ากับ 25,258 บาท ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 35.81 สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับ การอุปโภคบริโภค มีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.82 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 32.89 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีเงินออมเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 13,988 บาท ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองและชนบทยังมีความแตกต่างกันในทุกมิติทั้งรายได้ รายจ่าย และเงินออม ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว
วารสารวิชาการ
ระดับนานาชาติ (SCOPUS) Q2
Improving English Education at Thai Universities: Integration of Digital Learning
การศึกษาวิจัยเชิงเอกสารนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาการยกระดับการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการแนวทางการเรียนรู้ภาษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนโยบายสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษานี้มุ่งสำรวจบทบาทของโปรแกรมการเรียนรู้ภาษาโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (Computer-Assisted Language Learning: CALL) กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาโดยใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ช่วย (Mobile-Assisted Language Learning: MALL) และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ภาษาออนไลน์ ในการส่งเสริมความสามารถทางภาษา เพิ่มการมีส่วนร่วมและแรงจูงใจของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงแหล่งข้อมูลภาษาที่ใช้จริง สนับสนุนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคล เอื้อต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพของผู้สอน
อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางการเรียนรู้ภาษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลดังกล่าวไปใช้และบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ช่องว่างด้านความรู้และทักษะดิจิทัล การต่อต้านหรือความไม่พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนแนวทางการสอน โอกาสในการใช้ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียนที่มีจำกัด ข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร ปัจจัยทางวัฒนธรรม ตลอดจนการขาดการสนับสนุนจากสถาบันและกรอบนโยบายที่เพียงพอ
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว การศึกษานี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่นโยบายระดับสถาบันควรให้ความสำคัญกับองค์ประกอบสำคัญหลายประการ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเป้าหมายทางการศึกษา การจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึง การจัดโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้สอนและบุคลากร การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างทักษะทางภาษา ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทดลอง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการทำงานร่วมกัน
ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษานี้ ได้แก่ การยกระดับผลลัพธ์ด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ การส่งเสริมความเสมอภาคในการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ภาษา การสนับสนุนการกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐาน การส่งเสริมการเติบโตทางวิชาชีพของผู้สอน การเพิ่มการมีส่วนร่วมและแรงจูงใจของผู้เรียน การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก การเพิ่มศักยภาพในการมีงานทำของผู้เรียน ตลอดจนการส่งเสริมความก้าวหน้าด้านการวิจัยและนวัตกรรม
รายงานวิจัย
ภายในสถาบัน
Consumption Behavior, Debt, The risk of debt in Thai households
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภค การใช้จ่าย การออม และการเป็นหนี้ครัวเรือนไทย และ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเป็นหนี้ของครัวเรือนไทย ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง และสถิติเชิงอนุมาน ใช้แบบจำลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression)
ผลการศึกษาด้วยสถิติเชิงพรรณนา พบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว
สำหรับการศึกษาด้วยสถิติเชิงอนุมานโดยใช้แบบจำลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ร้อยละ 7.52 มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการก่อหนี้ของครัวเรือนไทยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวโน้มในการเป็นหนี้ของครัวเรือน ได้แก่ เพศ เขตที่อยู่อาศัย อายุ สถานภาพสมรส จำนวนสมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวนสมาชิกผู้พิการในครัวเรือน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน การออม การเป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน และสถานะการทำงาน โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหา คือ ควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ทางการเงิน การมีเงินออมสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน มีนโยบายช่วยเหลือทางการเงินแก่ครัวเรือนที่มีผู้พึ่งพิงหรือต้องอุปการะผู้พึ่งพิง ส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว และเร่งลดสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน