คอลเล็กชัน (Collections)
พบ 14 รายการ
(ค้นหา: "รายได้")
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Factors in choosing to use international airport services in Tokyo, Japan for Thai passenger
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้โดยสารชาวไทยในการเลือกใช้ท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงโตเกียว และ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ท่าอากาศยานดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นคนไทยที่เคยเดินทางไปโตเกียวจ านวน 400 คน โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณผลการวิจัยพบว่า(1)ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 28–44 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 20,001–30,000 บาท และเดินทางไปโตเกียวเพื่อการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว (2)ปัจจัยที่มีความส าคัญกับการเลือกใช้ท่าอากาศยานมี 6 ด้านเรียกจากความส าคัญมากที่สุด คือ ความคุ้มค่าในการใช้บริการท่าอากาศยาน, สิ่งอ านวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน, จ านวนตารางเที่ยวบินที่ออกเดินทาง, ความสะดวกสบายเดินทางไปยังตัวเมือง, ความรวดเร็วการผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง และค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าอากาศยานและจากผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ: พบว่าปัจจัยทั้ง 6 ด้านสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจเลือกใช้ท่าอากาศยานได้ร้อยละ 65.1 (R² = 0.651) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p < 0.001) เรียงตามล าดับ คือ: ความคุ้มค่าในการใช้บริการท่าอากาศยาน(β= 0.318) มีอิทธิพลมากที่สุด สิ่งอ านวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน(β= 0.247) จ านวนตารางเที่ยวบินที่ออกเดินทาง(β= 0.236) ความสะดวกในการเดินทางไปยังตัวเมือง (β= 0.201) ความรวดเร็วการผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง(β= 0.178) ส่วนค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าอากาศยาน แม้จะมีอิทธิพลเชิงบวก แต่ไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ (p = 0.118)
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
A STUDY OF MARKETING MIX FACTORS AFFECTING THE PURCHASE DECISION OF SHOWER CREAMS AMONG THE LGBTQ CO
บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด พฤติกรรมการเลือกซื้อ และการตัดสินใจซื้อครีมอาบน้ําของกลุ่ม LGBTQในประเทศไทย 2)เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด4Pที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อครีมอาบน้ําของกลุ่ม LGBTQในประเทศไทย3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 4Pที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อครีมอาบน้ําของกลุ่ม LGBTQในประเทศไทยผู้วิจัยได้ทําการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยของต่างประเทศและในประเทศ เพื่อนํามาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิด ตัวแปรอิสระประกอบไปด้วย ปัจจัยด้านประชากรซึ่งได้แก่ เพศ อายุ รายได้ อาชีพและสถานภาพสมรส(4P)ในส่วนของตัวแปรตามประกอบไปด้วย พฤติกรรมการเลือกซื้อครีมอาบน้ําและการตัดสินใจซื้อ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมุ่งศึกษากับผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ําในประเทศไทย เก็บรวบรวมข้อมูล และ ศึกษาเฉพาะตลาดครีมอาบน้ํา ได้แก่ กลุ่มความงาม (Beauty)ผลการวิจัยพบว่า1)ศึกษาปัจจัยด้านส่วนประสมทางตลาด พฤติกรรมการเลือกซื้อครีมอาบน้ําและการตัดสินใจซื้อครีมอาบน้ําของกลุ่มLGBTQในประเทศไทย พบว่าLGBTQสนใจเรื่องของกลิ่นเป็นอันดับแรก เพราะว่ากลิ่นทําให้ผู้บริโภคมั่นใจ และเป็นตัวเอง ลําดับถัดมาให้ความสนใจกิจกรรมทางการตลาด เช่น โปรโมชั่น1แถม1 หรือกิจกรรมตามเทศกาลเช่นBangkok Pride Festival เพราะเป็นเทศกาลที่รวมเหล่า LGBTQที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 2)ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 4Pที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อครีมอาบน้ําของกลุ่มLGBTQในประเทศไทยพบว่า จํานวนประชากรในประเทศไทยมีการเกิดที่ลดน้อยลง ปัจจุบันประเทศไทยเปิดกว้างเรื่องเพศมากขึ้น ทําให้กลุ่ม LGBTQเติบโตมากขึ้น และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พฤติกรรมการใช้ชีวิตกลุ่มคน LGBTQใช้ชีวิตแบบมีความสุขและพร้อมที่จะซัพพอร์ทสินค้าหรือบริการที่ทํามาเพื่อคนกลุ่มนี้อีกด้วย 3)ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 4P ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้ครีมอาบน้ําของกลุ่ม LGBTQ ในประเทศไทยพบว่า LGBTQในประเทศมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทําให้สินค้าและบริการหันมาสนใจพฤติกรรมการเลือกใช้สินค้าหรือบริการของกลุ่มคนLGBTQมากขึ้น นอกจากนี้ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดยังมีปัจจัยที่เพิ่มมากขึ้นเช่น ความเท่าเทียม ความจริงใจ และ มองว่าเป็นผู้บริโภคปกติเหมือนเพศทั่วไป
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI)
THE IMPACT OF FINANCIAL LITERACY, FINANCIAL ATTITUDES, SAVING MOTIVATIONS AND DIGITAL FINANCIAL BEHA
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาปัจจัยด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลวัยทํางานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จํานวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยหาค่าความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบนําตัวแปรเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษา ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานครแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ปัจจัยด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร พบว่า ความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัล เป็นปัจจัยสําคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
FINANCIAL SKILLS ACCEPTANCE OF TECHNOLOGY AND INCENTIVES THAT AFFECT INVESTMENT BEHAVIOR OF EACH GEN
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุนของประชากรแต่ละGenerationของกลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่บรรลุนิติภาวะและสามารถให้ความยินยอมในการเข้าร่วมการวิจัยได้ ที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างจํานวน 450 คน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ วิเคราะห์ความแปรปรวน (one-way Anova) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)ผลการศึกษาพบว่า1) ด้านประชากรพบว่า ทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจและพฤติกรรมในการลงทุน ไม่ส่งผลต่อGeneration2) ปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน ส่วนเพศ ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน3) ปัจจัยทักษะทางการเงิน พบว่าความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน4) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี พบว่าการรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความไว้วางใจและความปลอดภัย พฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีการและลงทุนความตั้งใจในการใช้งานต่อเนื่องส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน5) ปัจจัยแรงจูงใจในการลงทุน พบว่า การรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
ECONOMIC AND SOCIAL FACTORS AFFECTING THE PURCHASE OF LIFE INSURANCE AMONG THAI HOUSEHOLDS
ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือที่ส าคัญในการวางแผนทางการเงินระยะยาว ใช้ในการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้ผู้เอาประกันรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการท าประกันชีวิตของครัวเรือนไทย ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามาจากการส ารวจเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี พ.ศ. 2566 โดยส านักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมของครัวเรือนไทยในช่วงเวลาปัจจุบันการวิเคราะห์ใช้แบบจ าลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระคือ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนกับตัวแปรตามคือ การตัดสินใจซื้อประกันชีวิต (1 = ซื้อ, 0 = ไม่ซื้อ) นอกจากนี้ ได้มีการตรวจสอบปัญหาความสัมพันธ์ของตัวแปร (Multicollinearity) และใช้ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานแบบปรับปรุง (Heteroskedasticity-Robust Standard Errors) เพื่อให้การประมาณค่ามีความถูกต้องผลการศึกษาพบว่า หัวหน้าครัวเรือนที่เป็นเพศชายมีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตน้อยกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ หัวหน้าครัวเรือนที่มีสถานภาพสมรส และหม้าย หย่าหรือแยกกันอยู่มีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตมากกว่าหัวหน้าครัวเรือนที่มีสถานภาพโสดอย่างมีนัยส าคัญ หัวหน้าครัวเรือนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตมากกว่าผู้ที่มีการศึกษาต่ ากว่า ในขณะที่ครัวเรือนที่มีเด็กอายุต่ ากว่า 15 ปี มีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตมากขึ้น ส่วนครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปกลับมีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตน้อยลง นอกจากนี้ ครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูง มีมูลค่าสินทรัพย์มาก และมีภาระหนี้สินมาก มีแนวโน้มซื้อประกันชีวิตสูงขึ้นครัวเรือนที่อาศัยในเขตเทศบาลมีแนวโน้มในการท าประกันชีวิตมากกว่าครัวเรือนที่อยู่นอกเขตเทศบาลจากผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมมีบทบาทส าคัญต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตของครัวเรือนไทย การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของประกันชีวิตโดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย หรือไม่มีการศึกษาสูง อาจช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้กว้างขวางขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐและบริษัทประกันควรออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มประชากรต่างๆ เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของระบบประกันชีวิตและสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับครัวเรือนไทยในระยะยาว
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Dynamics of Income, Expenditure, and Savings of Thai Households During 2011-2019
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย ระหว่างภูมิภาค และเขตที่อยู่อาศัยเมือง-ชนบท ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง
ผลการวิจัยพบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีรายได้มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยของรายได้เท่ากับ 47,609 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ครัวเรือนทั้งประเทศซึ่งมีค่าเท่ากับ 25,258 บาท ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 35.81 สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับ การอุปโภคบริโภค มีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.82 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 32.89 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีเงินออมเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 13,988 บาท ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองและชนบทยังมีความแตกต่างกันในทุกมิติทั้งรายได้ รายจ่าย และเงินออม ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว
รายงานวิจัย
ภายในสถาบัน
Developing a model for managing large pieces of waste for reuse in the Sathorn area
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบจัดการขยะชิ้นใหญ่เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในเขตสาทร โดยศึกษาพฤติกรรมการจัดการขยะชิ้นใหญ่ วิเคราะห์ความต้องการ หาตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับศูนย์รวบรวม และออกแบบระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 405 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นจาก 3 แขวงในเขตสาทร คือ ทุ่งวัดดอน ยานนาวา และทุ่งมหาเมฆ แขวงละ 135 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย และวิธีศูนย์กลางโน้มถ่วง
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (54.3%) อายุ 28-44 ปี (31.4%) ทำงานบริษัทเอกชน (33.3%) มีรายได้ 40,001-50,000 บาท/เดือน (23.5%) อาศัยคอนโดมิเนียม (48.6%) ประชาชนทิ้งขยะชิ้นใหญ่ 6 เดือน/ครั้ง (35.1%) ประเภทขยะที่พบมากคือเฟอร์นิเจอร์ (73.6%) และเครื่องใช้ไฟฟ้า (57.8%) ทิ้งครั้งละ 1 ชิ้น (37.5%) ใช้บริษัทขนส่งมากที่สุด (29.1%) ไม่นำไปใช้ประโยชน์อื่น (61.0%) ความต้องการโดยรวมอยู่ระดับมาก (¯x=3.86) โดยต้องการให้เขตไปรับที่บ้านมากสุด (¯x=4.35) รองลงมาต้องการกำหนดเวลา (¯x=4.25) เพศ อายุ รายได้ และสถานภาพมีผลต่อความต้องการจัดการขยะชิ้นใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเพศหญิง กลุ่มอายุ 45-59 ปี ผู้มีรายได้สูง และผู้สมรสมีความต้องการสูงกว่า จากวิธีศูนย์กลางโน้มถ่วงพบตำแหน่งเหมาะสม 2 โซน และเสนอใช้พื้นที่สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับศูนย์รวบรวมขยะชิ้นใหญ่ พร้อมพัฒนาระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับแบบบูรณาการที่ประกอบด้วยระบบรวบรวมหลายช่องทาง การให้บริการแบบแบ่งส่วน และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Economic and Social Factors Affecting the Savings Rate of Thai Households after the COVID-19 Crisis
หลังสถานการณ์โควิด 19 สถิติการออมเงินของคนไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เป็นที่น่ากังวลต่อการดํารงชีพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือน รวมถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว การศึกษาในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่ออัตราการออมของครัวเรือนไทยหลังวิกฤตโควิด 19 ใช้ข้อมูลจากการสํารวจทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี พ.ศ. 2566 จํานวน 46,090ครัวเรือน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สมการถดถอยพหุคูณแบบค่าเฉลี่ยและควอนไทล์รีเกรสชั่นณ ระดับ0.25 และ 0.75 เพื่อคํานวณผลกระทบของปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนที่มีผลต่ออัตราการออมของครัวเรือนที่มีระดับต่ํากว่าและสูงกว่าค่าเฉลี่ย ตามลําดับ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการออมของครัวเรือนในทุกกลุ่มอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ได้แก่ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน และจํานวนสมาชิกในครัวเรือนที่ทํางานหารายได้ ส่งผลในทางบวกต่ออัตราการออมของครัวเรือน ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน และจํานวนเด็กอายุต่ํากว่า 15 ปี ในครัวเรือนส่งผลในทางลบต่ออัตราการออมของครัวเรือน ดังนั้น ภาครัฐควรมีนโยบายส่งเสริมให้มีความรู้ทางการเงิน การบริหารจัดการเงิน มีนโยบายในการเพิ่มการจ้างงานหาแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน มีมาตรการช่วยลดรายจ่ายของครัวเรือน และมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากการมีบุตร เพื่อช่วยให้ครัวเรือนมีศักยภาพในการออมได้เพิ่มขึ้น
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Socio-Economics Factors Affecting Thailand’s Household Debt-to-Income Ratio
การศึกษาในครั้งนี้เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนไทย และศึกษาผลกระทบของปัจจัยกำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนที่มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนต่ำกว่าและสูงกว่าระดับเฉลี่ยตามลำดับ โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สมการถดถอยแบบค่าเฉลี่ยและควอนไทส์รีเกรสชั่น ณ ระดับ 0.25 และ 0.75 ผลการศึกษาพบว่า ระดับการศึกษาสูงสุดของหัวหน้าครัวเรือน สถานภาพการทำงานของหัวหน้าครัวเรือน จำนวนสมาชิกในครัวเรือน รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน และเงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน เป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนในทุกระดับ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับครัวเรือน รวมถึงการนำสัดส่วนการผ่อนชำระต่อรายได้มาใช้เป็นเกณฑ์ในการก่อหนี้ใหม่ จะช่วยลดการก่อหนี้เกินตัว และช่วยให้ลูกหนี้มีรายได้หลังชำระหนี้เพียงพอต่อการดำรงชีพ
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
Factors Affecting Household Debt in Thailand
ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่ส าคัญ เนื่องจากเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของครัวเรือน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การก่อหนี้ของครัวเรือนไทย และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการก่อหนี้ของครัวเรือนไทย โดยใช้ข้อมูลการส ารวจทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี พ.ศ. 2562 จ านวน 45,586 ครัวเรือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจ าลองการถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ (Binary Logistic Regression) ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ร้อยละ 7.52 มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดช าระหนี้ เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการก่อหนี้ของครัวเรือนไทยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวโน้มในการเป็นหนี้ของครัวเรือน ได้แก่ เพศ เขตที่อยู่อาศัย อายุ สถานภาพสมรส จ านวนสมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุต่ ากว่า 15 ปี จ านวนสมาชิกผู้พิการในครัวเรือน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน การออม การเป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน และสถานะการท างาน โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหา คือ ควรให้ความส าคัญกับการให้ความรู้ทางการเงิน การมีเงินออมส ารองเผื่อเหตุฉุกเฉินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน มีนโยบายช่วยเหลือทางการเงินแก่ครัวเรือนที่มีผู้พึ่งพิงหรือต้องอุปการะผู้พึ่งพิง ส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว และเร่งลดสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน