คอลเล็กชัน (Collections)
พบ 17 รายการ
(ค้นหา: "กรุงเทพมหานคร")
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
The Influence of Supply Chain Integration and Organizational Resilience as Mediating Mechanisms Link
การวิจัยแบบผสานวิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับของคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่นขององค์กร และผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน และความยืดหยุ่นขององค์กร ที่ส่งผลต่อผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร และ 3. พัฒนาแบบจำลองการส่งเสริมผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 260 คน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา เทคนิคการวิเคราะห์แบบ Covariance-based SEM การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1.คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่นขององค์กร อยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.59, 4.62 และ 4.58) ผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อยู่ในระดับมาก (Mean = 4.45) 2. คุณลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ การบูรณาการโซ่อุปทาน และความยืดหยุ่นขององค์กร ร่วมกันทำนายผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 87 3.แบบจำลอง IPO (Input-Process-Output Model) เพื่อส่งเสริมผลการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการในธุรกิจโลจิสติกส์ทางถนน ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ทรัพยากรการดำเนินงาน กระบวนการดำเนินงาน และผลผลิต
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Dynamics of Income, Expenditure, and Savings of Thai Households During 2011-2019
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของรายได้ รายจ่าย และเงินออมของครัวเรือนประเทศไทย ระหว่างภูมิภาค และเขตที่อยู่อาศัยเมือง-ชนบท ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลง
ผลการวิจัยพบว่า ครัวเรือนไทยมีปัญหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.36 ครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีรายได้มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยของรายได้เท่ากับ 47,609 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ครัวเรือนทั้งประเทศซึ่งมีค่าเท่ากับ 25,258 บาท ในส่วนของค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ พบว่าทุกภูมิภาคมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.31 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 35.81 สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับ การอุปโภคบริโภค มีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.82 โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 32.89 เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนมีค่าเท่ากับ 5,856 บาท โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีเงินออมเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 13,988 บาท ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองและชนบทยังมีความแตกต่างกันในทุกมิติทั้งรายได้ รายจ่าย และเงินออม ครัวเรือนในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 7,000 บาท มีรายจ่ายเฉลี่ยสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 4,000 บาท และมีเงินออมสูงกว่าในเขตชนบทกว่า 2,700 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ รายจ่าย และเงินออมมากกว่าครัวเรือนในเขตเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
FINANCIAL SKILLS ACCEPTANCE OF TECHNOLOGY AND INCENTIVES THAT AFFECT INVESTMENT BEHAVIOR OF EACH GEN
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุนของประชากรแต่ละGenerationของกลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่บรรลุนิติภาวะและสามารถให้ความยินยอมในการเข้าร่วมการวิจัยได้ ที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างจํานวน 450 คน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ วิเคราะห์ความแปรปรวน (one-way Anova) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)ผลการศึกษาพบว่า1) ด้านประชากรพบว่า ทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจและพฤติกรรมในการลงทุน ไม่ส่งผลต่อGeneration2) ปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน ส่วนเพศ ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน3) ปัจจัยทักษะทางการเงิน พบว่าความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน4) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี พบว่าการรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความไว้วางใจและความปลอดภัย พฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีการและลงทุนความตั้งใจในการใช้งานต่อเนื่องส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน5) ปัจจัยแรงจูงใจในการลงทุน พบว่า การรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยีส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI)
THE IMPACT OF FINANCIAL LITERACY, FINANCIAL ATTITUDES, SAVING MOTIVATIONS AND DIGITAL FINANCIAL BEHA
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาปัจจัยด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลวัยทํางานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จํานวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยหาค่าความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบนําตัวแปรเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษา ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานครแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ปัจจัยด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานคร พบว่า ความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัล เป็นปัจจัยสําคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทํางานในกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
บทความประชุมวิชาการ
ระดับชาติ
Implementation of Web Application: The Tracking and Management of Electronic Equipment System of a P
หัวใจหลักสำคัญในการดำเนินงานภายในองค์กรสิ่งหนึ่ง คือ อุปกรณ์ที่สนับสนุนการทำงานรวมถึงการบริหารจัดการอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตามการดำเนินงานดังกล่าวมักพบว่ามีข้อผิดพลาด และส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการบริหารจัดการอุปกรณ์สนับสนุนเหล่านั้น และการติดตามสถานที่ตั้งของอุปกรณ์ ทางผู้วิจัยจึงได้มีแนวคิดในการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับการติดตามและบริหารจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์กรภาคเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในรูปแบบเว็บไซต์ที่สามารถทำงานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer-PC) ผ่านโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) และบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile) สำหรับการดำเนินงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่นั้นจะดำเนินการเฉพาะในส่วนของการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ส่วนการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการอุปกรณ์จะดำเนินการผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยใช้ภาษาเอชทีเอ็มแอล (HTML) และ ภาษาพีเอชพี (PHP) ในการพัฒนาระบบ นอกจากนี้ XAMPP 8.0.3 ถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูล โดยทำการทดสอบระบบผ่าน Google Chrome และ Microsoft Edge มีการประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คนและผู้ใช้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องจำนวน 8 คน ผ่านการประเมินโดยใช้วิธีการมาตราส่วนลิเคิร์ต (Likert Scale) จำนวน 5 ระดับ จากการพิจารณาค่ากลาง (x ̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation-SD) ผ่านการออกแบบด้วยกระบวนการแบบอาไจล์ (Agile Methodology) และทดสอบระบบด้วยเทคนิคแบบกล่องดำ (Black box Testing) ด้วยวิธีการ Functional Design Verification Tests (FDVT)
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 1
This research is mixed-methods research, which focuses on the factors of flexible working from the p
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีที่มุ่งเน้นการศึกษาถึงองค์ประกอบของการทำงานแบบยืดหยุ่นในมุมมองของบุคลากรกลุ่ม Gen Z ที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในบริษัทเอกชน ภายในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการศึกษาระยะแรกเริ่มด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อเก็บข้อมูลด้านองค์ประกอบของการทำงานแบบยืดหยุ่น จากบุคลากรที่อยู่ในกลุ่ม Gen Z ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า บุคลากรกลุ่ม Gen Z มีมุมมองเกี่ยวกับการทำงานแบบยืดหยุ่น 5 องค์ประกอบที่สำคัญคือ 1) ความยืดหยุ่นด้านสถานที่ในการทำงาน 2) ความยืดหยุ่นด้านเวลาในการทำงาน 3) การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีการทำงาน 4) การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และ 5) การบริหารผลการปฏิบัติงานตามผลงาน จากนั้นผู้วิจัยได้นำเอาผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในระยะแรกมาใช้เป็นตัวแปรอิสระ เพื่อการศึกษาวิจัยในระยะที่สองด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของการทำงานแบบยืดหยุ่นในมุมมองบุคลากร Gen Z กับความพึงพอใจในการทำงาน โดยการเก็บข้อมูลจริงด้วยแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างของบุคลากรกลุ่ม Gen Z ที่ทำงานในบริษัทเอกชน ภายในเขตกรุงเทพมหานคร และทำงานภายใต้นโยบายการทำงานแบบยืดหยุ่นไม่ต่ำกว่า 3 ปี จำนวน 408 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์คาโนนิคอล
ผลของการศึกษาด้วยวิธีการเชิงปริมาณพบว่าองค์ประกอบของการทำงานแบบยืดหยุ่นในมุมมองบุคลากรกลุ่ม Gen Z มีความสัมพันธ์คาโนนิคอลกับความพึงพอใจในการทำงานอยู่ในระดับมาก โดยมีสัมประสิทธิ์คาโนนิคอลเท่ากับ 0.841 โดยปัจจัยด้านองค์ประกอบของการทำงานแบบยืดหยุ่นในมุมมองบุคลากรกลุ่ม Gen Z มีค่าน้ำหนักคาโนนิคอลระหว่าง 0.687 – 0.855 โดยกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้านความยืดหยุ่นด้านสถานที่ในการทำงานมากที่สุด ส่วนปัจจัยด้านความพึงพอใจในการทำงานมีค่าน้ำหนักคาโนนิคอลระหว่าง 0.609 – 0.824 โดยกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านผลตอบแทนที่ยุติธรรมมากที่สุด
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Factor Analysis of Quality Factor of Logistics Services of Private Logistics Provider in Bangkok Inf
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเอกชนและเพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ซ้ำของลูกค้า ในเขตกรุงเทพมหานคร ในบริบทภายหลังการคลี่คลายตัวลงของสถานการณ์โควิด–19 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการขนส่งสินค้าเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน สกัดปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการการขนส่งสินค้าด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ได้ 5 ปัจจัย ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านภาพลักษณ์และความเป็นมืออาชีพ 2) ปัจจัยด้านการสร้างความเชื่อมั่นในงานบริการ 3) ปัจจัยด้านการตอบสนองอย่างรวดเร็ว 4) ปัจจัยด้านการมีหัวใจในการให้บริการ และ 5) ปัจจัยด้านการใส่ใจในรายละเอียดของลูกค้า จากนั้นศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่มีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าซ้ำผ่านช่องทางออนไลน์ของลูกค้าด้วยการวิเคราะห์โลจิสติกส์ทวิ พบว่า ปัจจัยด้านภาพลักษณ์และความเป็นมืออาชีพ (B=0.723) ปัจจัยด้านการสร้างความเชื่อมั่นในงานบริการ (B=0.446) และปัจจัยด้านการตอบสนองอย่างรวดเร็ว (B=0.384) เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ จากผลการศึกษาผู้ให้บริการขนส่งสินค้าควรสร้างภาพลักษณ์ของงานบริการที่ดีให้เกิดขึ้นในสายตาลูกค้า ผ่านทางการให้บริการที่เชื่อมั่นในคุณภาพของการขนส่ง รวมถึงความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าเป็นสำคัญ จึงจะทำให้เกิดการใช้บริการซ้ำได้ในอนาคต การศึกษาวิจัยนี้มีข้อจำกัดคือเป็นการศึกษาแบบตัดขวางที่ศึกษาเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลาในบริบทที่แตกต่างออกไป รวมถึงพื้นที่ทำการศึกษายังคงเป็นพื้นที่ภายในกรุงเทพมหานคร
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Influences of Factors in Facility Management Affecting the Well-being of Condominium Residents
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านการบริหารทรัพยากรกายภาพที่ส่งผลต่อสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด พร้อมทั้งทำการเปรียบเทียบความต้องการด้านสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดจำแนกตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ โดยทำการศึกษาปัจจัยด้านการบริหารทรัพยากรกายภาพของอาคารชุด ซึ่งผู้วิจัยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการทรัพย์ส่วนกลาง ด้านการบริหาร และด้านสังคมและกิจกรรมสร้างวัฒนธรรม งานวิจัยนี้เป็นเชิงปริมาณใช้วิธีรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้ที่อยู่อาศัยในอาคารชุดพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 350 คน การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่ออธิบายลักษณะประชากรของกลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ปัจจัย (factor analysis) เพื่อจัดกลุ่มปัจจัยที่สัมพันธ์กันให้เป็นกลุ่มเดียวกัน และใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (multiple regression analysis) อธิบายปัจจัยด้านการบริหารทรัพยากรกายภาพที่ส่งผลต่อสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด พบว่า ปัจจัยด้านการบริหารทรัพยากรกายภาพที่ส่งผลต่อสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดมากที่สุด คือ ด้านการบริหาร รองลงมา คือด้านการจัดการทรัพย์ส่วนกลาง และลำดับสุดท้าย คือ ด้านสังคมและกิจกรรมสร้างวัฒนธรรม
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Behavior and Motivations of Thai Tourists towards Buddhist Tourism in Bangkok
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อการเดินทางท่องเที่ยวเชิงพุทธในเขตกรุงเทพมหานคร และเปรียบเทียบระดับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อการเดินทางท่องเที่ยวเชิงพุทธในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยว ณ แหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มด้วยการทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และใช้การวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อการเดินทางท่องเที่ยวเชิงพุทธในเขตกรุงเทพมหานครในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ส่งผลต่อระดับแรงจูงใจด้านกายภาพและด้านวัฒนธรรม/ความเชื่อ ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงพุทธส่งผลต่อระดับแรงจูงใจด้านกายภาพ ด้านวัฒนธรรม/ความเชื่อ และด้านอารมณ์ และความรู้สึก ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว และตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม
วารสารวิชาการ
ระดับชาติ (TCI) TCI กลุ่ม 2
Feng Shui Belief Factors Affecting Housing Valuation
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อทราบความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาบ้านจัดสรรของศาสตร์ฮวงจุ้ยและปัจจัยในการพิจารณามูลค่าตลาดบ้านจัดสรร ตามหลักการประเมินราคาทรัพย์สิน ด้วยวิธีเปรียบเทียบราคาตลาด (2) เสนอแนะแนวทางการประเมินราคาทรัพย์สินในการคำนึงถึงปัจจัยด้านฮวงจุ้ย กลุ่มตัวอย่าง คือ (1) กลุ่มผู้แทนบริษัทชั้นนำที่รับจัดทำฮวงจุ้ยและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยในอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานครที่มีผลงานร่วมการทำงานกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 6 คน โดยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (2) กลุ่มผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน จำนวนกลุ่มตัวอย่างคิดเป็น 320 คน โดยการเก็บแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านฮวงจุ้ย พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาบ้านจัดสรร ได้แก่ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ และปัจจัยด้านองค์ประกอบของบ้านจัดสรร นำไปสู่การจัดทำแบบสอบถามได้ โดยมีผลการสอบถามปัจจัยที่มีผลต่อราคาบ้านจัดสรรโดยผู้ประเมินราคาทรัพย์สินในระดับ มากที่สุด คือ ขนาดเส้นทางในโครงการ ทำเลที่ตั้งของบ้านในโครงการ ขนาดพื้นที่บ้าน และวัสดุก่อสร้างบ้าน และติดตั้งภายในถาวร ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยในการพิจารณามูลค่าตลาดบ้านจัดสรรที่ผู้ประเมินราคาทรัพย์สินพบเห็นทุกครั้ง และสามารถอธิบายที่มาของมูลค่าได้